ประวัติหลวงปู่สอ พันธุโล1

Category: worship-life

พระธรรมเทศนาเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2546

พระธรรมเทศนาเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2546

พระธรรมเทศนา ของหลวงปู่สอ พันธุโล
วันที่ 18 พฤษภาคม 2546

พระพุทธเจ้าท่านว่าสติปัญญาเป็นของสำคัญ ถ้าคนขาดสติคนไม่สมบูรณ์ เขาเรียกว่าคนบอ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงให้ฝึกสติ เดินสติปัฎฐาน เดินอยู่อย่างนั้นในตัวของเราอันนี้ ร่างกายของเราเกิดขึ้นมาจากอะไร คือสติปัญญาของเรามันจะรู้ ถ้าเราไม่มีสติไม่รู้เรื่องอาการของเรา มันคิดนั่น คิดนี่ คิดขึ้นไปเพื่ออะไร เพราะฉะนั้นให้เรามีสติสัมปชัญญะ ให้รู้ตัวของเราเอง คือความแก่ ความชราความล้ำค่าอะไรมันอยู่นี้หมด เราจะดีก็สติของเราจะชี้ช่องทาง เพราะสิ่งเหล่านี้ มีสติปัญญาเท่านั้นจะบังคับได้ ถ้าไม่มีสติปัญญา บังคับมันไม่ได้ ตัวกิเลสตัวนี้มันประคับประคองเรามาสักกี่ภพกี่ชาตินานมาแล้ว บัดนี้มักก็มาหลอกลวงเราอยู่อย่างนั้น บัดนี้เกิดขึ้นมาอีก มาตายอีก มาหาอยู่หากินเหมือนเก่าอีกอยู่อย่างนั้นแหละ ตัวนี้ถ้าไม่มีสติปัญญาถอนตัวของเราออกจากตัวนี้แล้วมันติดอยู่ มันข้องอยู่นี้ คาอยู่ที่นี่ คาอยู่กับอะไร ความรัก ความชอบนี่ ตัวนี้มันเป็นตัวกามท่านเรียกว่า กามตัณหา คือความรัก เรารักกายของเราถ้ามันเจ็บมาเราก็ไม่อยากให้มันเจ็บเราหวงไว้ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านให้มีสติไม่ให้หวง มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราไม่ใช่ตัวของเรา ไปหวงเอาไว้ทำไม ถ้าเป็นของเราและตัวของเราทำไมให้มันแก่ ให้มันเจ็บ ทำไมให้มันตาย ทำไมไม่เอามันไว้ได้ ตัวนี้มันไม่อยู่ใต้บังคับบัญชาของสติปัญญา

เพราะฉะนั้นเมื่อสติปัญญาของเรารู้เท่าทันมันแล้ว สติปัญญาตัวนี้มันปล่อยออกเราก็เห็นช่องทาง คือจิตของเราใจของเรามันลงหรือสงบไปนิดเดียวเท่านั้นแหละ มันจะไปถึงพื้นฐานที่สว่างของใจ บัดนี้ ใจของเราก็รู้ขึ้น ๆ อันนี้มันไปถึงแต่ของปลอม ๆ มากั้นเราไว้ไม่ให้ลงถึงฐานคือจิตใจอันที่แท้จริง และเมื่อจิตใจแน่ที่แท้จริงมันลงถึงฐาน มันก็สว่างจ้า ตัวของเราไม่เคยประคับประคองมา เราจะสะดุ้งพอสะดุ้งมันก็หายไป บัดนี้ตัวนี้มันจะเกิดขึ้นแบบนี้มาอีก ก็เกิดสบาย ในตัวของเรา เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงว่าถ้าจิตเราลงหรือสงบครั้งนึ่งเท่านั้น ถึงแม้ว่าเราจะสร้างกองการกุศลร้อยครั้งพันครั้ง ไม่เท่าจิตเราลงเพียงครั้งเดียวเท่านั้น มันสบายมากไม่มีอะไรไปเกี่ยวข้องกับจิตใจ ๆ ของเราสบายโรคภัยไข้เจ็บไม่มี บัดนี้จิตของเราลงถึงฐานของใจอันแท้จริง

บัดนี้ให้เราภาวนาดูอยู่ในตัวของเรานี้เราจะรู้เรื่องอาการของเรา ว่าติดอยู่ที่ตรงไหนเราก็พยายามแก้ที่ตรงนั้น เมื่อเราแก้ไขตรงนั้นแล้ว จิตของเรามันเดินไปเอง สติปัญญาตัวนี้จะชี้ช่องทาง บัดนี้เราก็จะมองเห็น เราทำดีมากี่ภพกี่ชาติ เราจะเห็นผลของการกระทำของเรามา มันแตกต่าง ไม่ใช่ว่าตาเนื้อของเรานี้มันหลอกลวง อันตัวจิตที่แท้จริงมันไม่หลอกมันรู้ บัดนี้เราจะไปเกิดภพหน้าชาติหน้าที่เราพึงปรารถนายังไม่ถึงจุดหมายปลายทางของเรา แล้วมันจะไปเกิดที่ไหนมันจะบอก บัดนี้เราเห็นที่ที่เราจะไป บัดนี้ทรัพย์สมบัติที่เราคุ้มครองมา บัดนี้เราจะเห็นอยู่ข้างหน้าอีก เราทำบุญทำทานมามากน้อยมากสักกี่ภพกี่ชาติก็ตาม มันก็เป็นของเราไม่สูญหาย เหมือนกับเราเอาเงินไปฝากธนาคารไว้คนอื่นจะไปเอาไม่ได้ อันนี้เป็นของแท้จริง ๆ บัดนี้คุณงามความดีที่ได้สร้างมา เราก็จะรู้แจ้งเห็นหมดจิตใจของเรามันขยัน มันไม่กล้าทำชั่วพยายามสร้างความดีใส่ตัวของเรา

เพราะฉะนั้นเราอย่าไปดูที่อื่น ดูที่ตัวของเรา ขัดข้องที่ตรงไหนต้องแก้ความขัดข้องที่นั่น เมื่อเราแก้มันแล้วมันก็จะไปของมันเอง เราไม่ได้บังคับมีแต่สติปัญญาจะมองถามอยู่เราจะเห็นดีเห็นชั่วของตัวเรา พอเราชั่วมา เราได้ทำอย่างนั้น ๆ จิตของเรามันรู้มันจะหยุดในการทำชั่ว คิดนิดเดียวก็เป็นความชั่ว มันเป็นตัวกรรมตัวเวรบัดนี้กายของเราก็ดี ถ้าเราไปทำผิดนิดเดียวก็เป็นเวรเป็นกรรม ใจของเราคิดผิดขึ้นมาก็เป็นเวร วาจาของเราที่พูดออกไปไม่ถูกตามหลักธรรมคือความคิดความชอบนั่นก็ผิด มีแต่กรรมแต่เวรทั้งนั้น เพราะฉะนั้นท่านจึงให้มีสติคุ้มครองรักษาตัว คิดก็ดี วาจาก็ดี กายของเราก็ดี ให้เรามีสติคุ้มครองรักษา เมื่อเราจะทำการอย่างนั้น ๆ ก็ต้องคิดเสียก่อนจะทำดี หรือไม่ควรทำ ถ้าควรทำเราจึง ส่งสติ ส่งปัญญาของเราตามดูนึกให้มีสติ ท่านว่าการฝึกสติเป็นสิ่งสำคัญมาก หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ ท่านมีแต่ฝึกสติ

เมื่อสติของเราดีแล้ว สติของเรามันแก่กล้าขึ้น ปัญญามันก็รวดเร็ว กิเลศมันจะมาหลอกลวงเรามันก็จะรู้ มันก็บังคับไว้ มันไม่เอา มันตัดออก ๆ ความรักก็ดี ความชอบก็ดี ดีใจเสียใจ มันเป็นเรื่องของกิเลสมันก็ตัดออกหมด ไม่มีอยู่ในตัวของเรา บัดนี้มีแต่ธรรมคือความดีเข้าสู่ใจของเรา เพราะฉะนั้นท่านจึงเปรียบเทียบใจเหมือนกับน้ำ ใจของท่านมาเทียบกับตัวนี้ ใจของท่านความดีมันเต็มอยู่แล้ว มันเต็มเหมือนกับตัวนี้แล้ว จะเอาอะไรมาเติมมันอีก มันเต็มแล้วมันพอแล้ว ความดีของเรามันเต็มอยู่แล้วจะเอาความดีหรือความชั่วมาเพิ่มอีกก็ไม่ได้ มีแต่เหลือออก ๆ เพราะฉะนั้นมันเหลือออกอย่างไรความคิดขึ้นมาซักกี่ภพกี่ชาติไม่มีได้อะไร มันเต็มหัวใจของเราแล้ว มันอิ่มแล้ว มันพอแล้ว ความตายของเราตายมาสักกี่ภพกี่ชาติ มันอิ่มแล้ว มันพอแล้วมันไม่เอา

บัดนี้มันจะมามองดูตัวของเรา ดูความตาย บัดนี้มันไม่มีความรักกับตัวนี้ ไม่มีความชอบกับตัวนี้ มันอยู่เฉย ๆ บัดนี้มันอิ่ม มันพอแล้ว เกิดมาตายเล่นเฉย ๆ มันไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรว่าตัวของเราจะดีตัวของเราจะเป็นอยู่อย่างนั้นแหละ นี่มันเป็นเรื่องของกิเลศ บัดนี้จิตของเราไม่ได้คิดขึ้นอย่างนั้น ถ้าเราเข้าถึงจิตถึงใจของเราแล้ว มันพอหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ใจของเราก็สบาย ถึงแม้มันไม่ได้กินมันก็อิ่ม มันก็พอแล้ว มันพอแล้ว กินไปเพื่อประโยชน์อะไร คือความอยากความกินมันเป็นตัณหา เมื่อมันรู้แล้วมันตัดออก เอาออกหมดมันไม่เอาทุกสิ่งทุกอย่าง ตัดออกหมด ถึงแม้เราจะเอานั่นเอานี่มามันก็ไม่เอา มันอิ่มแล้วมันพอแล้ว มันเต็มอยู่ในนี้หมด บัดนี้ทรัพย์สมบัติมันเต็มอยู่นี่หมด มันพอแล้ว อันนี้มันหมดความอยาก หมดความดีใจ หมดความเสียใจ เหลือเพียงแต่ของดี ท่านจึงเปรียบเทียบฐานะที่ใจของเรานี้ ถ้าเอาน้ำไปตั้งไว้ไปใส่ไว้ มีแต่ความชุ่มชื้น ยิ้มแย้มแจ่มใสเย็นจิ้วอยู่อย่างนั้น บัดนี้ถ้าเอาความโลภ ความโกรธ ไปตั้งไว้มีแต่ความอยาก มันแตก- ต่างกันอย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นท่านจึงให้อบรมจิตของเราให้มีสติ ให้มีปัญญาคุ้มครองใจของเรา

ใจของเราเป็นบ่อทรัพย์ บ่อสมบัติทุกสิ่งทุกอย่าง บัดนี้เราเกิดมาเราก็ดี เพราะความดีของเราได้สร้างไว้เพียงพอแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่าง บัดนี้มันจะออกมาแสดง กิริยาของเราสวย วาจาของเราก็ไพเราะ บัดนี้จิตใจดูข้างในความโลภก็ไม่มี ความโกรธก็ไม่มี มีแต่ความดีเข้าถึงใจอยู่อย่างนั้น ท่านจึงว่า เมื่อใครตกในขั้นนี้แล้ว ท่านว่าถึงธรรมขั้นนี้แล้ว ถ้าใครเห็นธรรมคนนั้นเห็นพระตถาคต พระตถาคตท่านอยู่อย่างนั้นแหละ บัดนี้ เมื่อจิตของเรา ใจของเรา ไปถึงท่านแล้วเราสบาย เราเกิดมาหาความสุขใส่ตัวของเรา อันนี้เป็นสุขอยู่อย่างนั้นเรียกว่า บรมสุข ฉะนั้นจะไปหาสิ่งอื่นไม่มีท่านว่าถึงแม้เราจะจะมีทรัพย์สมบัติกองเท่าภูเขาเลากาก็ไม่มีความสุขอะไรแก่ใจ อันนั้นมันเป็นเรื่องความสุขของกาย ของจิตใจ เพื่อแสวงหาความสุขใส่ตัวเท่านั้น ไม่มีอะไร ความสุขตัวนี้ เย็นจิ้วเลย ไม่มีร้อน ถึงไม่มีพัดลม ไม่มีแอร์ มันก็เย็นอยู่อย่างนั้น ถึงแม้ว่าเขาจะด่าว่ากล่าวเราอย่างนั้น อย่างนี้ ไม่มีโกรธ ไม่หงุดหงิด อย่างนั้นแหละ ดังนั้นท่านว่ามีสติมีปัญญาคุ้มครองใจของเราแล้ว อันนี้หาความสิ้นสุดทุกสิ่งทุกอย่างครอบงำไม่ให้ความชั่วเข้าไปทำลายจิตใจ ไม่ให้เกิดความเศร้าหมองไปทำลายจิตใจ ใจของเราสว่าง เหมือนเราเปิดไฟ แต่เราต้องทำให้ได้ และก็แน่นอนมีอยู่ทุกคน ๆ นั่นแหละ

บัดนี้ถามตัวของเราว่าเราเกิดมาหาอะไร เราอย่าเป็นคนท้อแท้อ่อนแอต้องเป็นผู้เฉลียวฉลาดรอบคอบทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งภายนอกและภายใน ภายในเมื่อใจของเรามันจะคิดอะไรจะได้รู้ หากภายนอกมันจะมาอย่างนั้นอย่างนี้ ให้เรารู้ นี่สติปัญญาของเรามันจะตรวจ คล้าย ๆ กับว่าเรามีผู้รักษาตัวของเรา บัดนี้เมื่อเรารู้แล้ว ท่านจึงว่าจิตอันนั้นแหละตัวพุทธะรักษา ธัมมะรักษา สังฆะรักษา ท่านว่าอยู่ที่ไหนไปที่ไหน ไม่กลัวใด ๆ ใจมันกล้า มันมีสิ่งรักษาเราอยู่ เพราะฉะนั้นท่านครูบา – อาจารย์ ท่านจึง เข้าดงเข้าป่า ไม่กลัวช้างกลัวเสือ ไม่กลัวผีสางใด ๆ เลย ไม่มีกลัว มีสิ่งรักษาเราอยู่ แต่ขอให้เราทำจริง ๆ ถ้าเราทำไม่จริงไม่มีใครรักษา เสือกินตายหมด อันนี้ครูบาอาจารย์เข้าดงเข้าป่า ถึงแม้มันจะมาหาครูบาอาจารย์อยู่ ตามประวัติของท่านแล้วมันไม่ได้มาทำร้ายท่าน มันรู้ว่าเรามาทำดี เขาก็เป็นผู้รักษาความดีเหมือนกันกับเรา เขาจึงเรียกว่าสัตว์คำว่า สัจ คือ สัจจะ เป็นของจริง บัดนี้ เขาก็มีศีล มีสัจเหมือนกันกับเราเพราะฉะนั้นพวกสัตว์มันอยู่ตามบริเวณวัดนี้ เขารู้จัก ตัวอย่างพวกเราใส่เครื่องขาว ใส่ผ้าสีเหลือง ๆ เขาไม่กลัวเรานะ กระต่ายเหมือนกัน มันมาเล่นอยู่กับเราอยู่ ถ้ามันเห็นญาติโยมมันก็จะกลัว มันวิ่งเข้าป่าเลย มันต่างกันอย่างนี้แหละ สังเกตพวกสัตว์เขาก็รู้ว่าพวกนี้ไม่ใช่พวกจะมาทำร้ายกัน เขาไม่กลัวนะสังเกตดูตัวขาว ๆ อาตมาเอาอาหารให้มันกินมันยิ้มกับอาตมา อันนี้ถ้าญาติโยมให้มัน มันไม่อยู่หรอกมันเข้าป่าไปเลยล่ะ อันนี้ศรัทธาญาติโยม

พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนี้ ถ้าไม่มีสติก็ไม่รู้ธรรม เพราะธรรมมันอยู่ที่ลึกลับ ที่เราไม่รู้ถึงจิตของเรานั้น เพราะมีอวิชชาอยู่ เราไม่รู้ ตัวนี้แหละมันพาจิตของเราไม่เก็บเรื่องนั้น ไปเก็บเรื่องนี้มาปรุงแต่งขึ้น เพราะฉะนั้นท่านจึงให้มีสติ ฝึกหัดสติให้มันรู้เท่าทันกลมายาของจิต คือจิตอวิชชา ถ้าตาของเราไม่เพียงพอ มันก็ไม่รู้เขา อันนี้ตาเราเห็นก็ว่าเราเห็นอยู่ แต่ที่มันไปเก็บเอาเรื่องนี้ เข้ามาไว้นี้มันมาปรุงแต่งขึ้น เรื่องอาการของจิตตัวนี้มันไม่อยู่เฉย ๆ อันนี้มันจะเป็นเหมือนอย่างกับว่า คนเรามันไปเก็บนั่นเก็บนี่ เอานั้นเอานี้มาปรุงมาแต่ง คือตัวนี้มันเป็นตัววัดได้มันหมุนไม่ให้เราโลภ ไม่ให้เราหลง เรานั่งให้จิตของเราสงบ ให้จิตของเราถึงฐานของใจจริง ๆ บัดนี้ถ้าใจของเรามันสว่างขึ้น เราจึงจะเห็นเราจึงจะรู้ตัวนี้ ถ้าหากจิตของเราลงไม่ถึงพื้นฐานของใจ อันนี้มันไม่เห็น มันอยู่ลึกตัวนี้ เวลามันออกมานั้นเราก็ไม่รู้ เมื่อเวลามันเข้าไปเราก็ไม่รู้ มันละเอียดมาก เผลอแผลบเดียวเท่านั้นมันออกไปแล้ว เมื่อเวลามันไปเก็บเอานั่นเก็บเอานี่เข้ามา เราไม่ได้ตรวจดู บัดนี้มันเอาเขามา มาปรุงแต่งความปรุงแต่งมันเป็นความหลอก หลอกลวงพวกเราให้หลงไป เมื่อเรายิ่งลุ่มหลงไปนั้นแหละตัวอวิชชา คือความหลงตัวนั้นแหละ มันเป็นยาพิษเข้าเสกสรรปั้นยอจิตของเราไม่ให้เรารู้ จิตของเราไม่รู้ พอไปยึดตัวนั้น เกิดความชอบ เกิดความอยาก บัดนี้เรามาติดอยู่อย่างนี้ เราไม่รู้เรื่องอาการของจิต

เพราะฉะนั้นท่านจึงให้เจริญภาวนา เจริญสติปัฎฐาน ให้มาก เมื่อเวลามันเกิดขึ้นมาเราก็จะรู้เท่าตามทัน พอเกิดความรัก ความชอบ เราก็ให้มีสติบังคับใจข้างใจ เราอย่างไปบังคับข้างนอก ตัวนี้แหละเป็นตัวการ มันอยู่ในตัวของเรานี้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านว่า ให้มีสติ ให้มีปัญญา ให้มีศรัทธา ให้มีความเพียร พระพุทธเจ้าท่านเดินอยู่ในธรรมบทนี้ ศรัทธาของเราไม่ใช่ว่าจะไม่มี ให้ฝังลงในใจของเราจริง ๆ ให้เชื่อฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ให้มีศรัทธา ท่านสอนอย่างไรเราต้องทำอย่างนั้น เมื่อเรารู้แล้วเราก็ปล่อยออกไป ปล่อยออกไป จิตของเรา ใจของเรา มันก็ค่อย ๆ ก้าวลงไป ก้าวลงไป ถึงพื้นฐานของใจจริง ๆ พื้นฐานของใจมันสว่างอยู่อย่างนั้นอันนี้มัน คล้าย ๆ กับว่าพระอาทิตย์มีเมฆไปปกปิดกำบังเรา เราก็มองหาพระอาทิตย์ไม่เห็น เมื่อเมฆขยายออกจากพระอาทิตย์พระจันทร์แล้ว เราก็จะมองเห็นพระอาทิตย์ นี้ก็เหมือนกัน เมื่ออวิชชาตัวนี้มันครอบคลุมอยู่เมื่อมันขยายออกไปจากดวงใจของเราแล้ว ใจของเราก็จะพุ่งแสงสว่างขึ้นมา แล้วก็มองเห็นดีเห็นชั่วในสิ่งนั้น หากเขาจะปรุงแต่งให้เรารู้ เขาจะทำให้เรารู้ เขาจะสอนเรา

พระพุทธเจ้าท่านจึงว่าใจนี้เราเอาอยู่ ถ้าเราปฏิบัติถูกทางใจของเรา จะเป็นของประเสริฐ ให้เกิดขึ้นมาให้มีความภูมิใจ ไม่มีอะไรจะเสมอเหมือนดวงใจนี้ ศรัทธาของเราตัวนี้ให้เชื่อจริง ๆ ให้มันเกิดขึ้น การกระทำของเรา กิริยามารยาทมันจะค่อย ๆ อ่อนตัวลงให้เราสังเกตดู เอาสติของเราตามดู ปัญญาของเราก็ตามกันไปด้วย ท่านจึงว่าสติของเราเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วสติปัญญา ตัวนี้ไม่มีอะไรเสมอเหมือน มันเกิดเป็นมหาสติ ปัญญาตัวนี้เป็นมหาปัญญา อันนี้แหลมคมรู้แจ้งแทงตลอดจริง ๆ ไม่มีอะไรเหมือน บัดนี้ตัวของเราก็ไม่ได้หลง ไม่ได้หลงตามความเสกสรรปั้นยอของกิเลสต่อไป สติตัวนี้พอมันคิดอะไรขึ้นมาทางที่ดีมันก็รู้ มันก็ปล่อยให้คิดไป ถ้ามันคิดขึ้นมาในทางที่ชั่ว คิดในทางที่ไม่ดีตัวนี้แหละมันจะบังคับ สติตัวนั้น มันจะบังคับลง บัดนี้ปัญญามันจะสอดรู้ คือความรู้ความเห็นของปัญญานั้น ปัญญามันจะสอดเข้าไป มันจะรู้ว่าตัวนี้มันผิด มันจะบอก ไม่ควรคิดขึ้นมาไม่มีประโยชน์ เพราะตัวนี้มันเป็นเรื่องของอวิชชา จิตใจของเราเขารู้จัก จิตของเราจะระงับออกไป และปัดเป่าออกไป กวาดออกไป เพราะฉะนั้นท่านจึงให้มีสติ ให้มีปัญญา ให้มีศรัทธา คือความเชื่อมั่น กวาดออกไป กวาดออกไป เหมือนเรากวาดบ้านเรา ถ้าเรากวาดและทำความสะอาดอยู่ประจำ บ้านเราก็จะสะอาดไม่มีฝุ่น อันนี้ก็เหมือนกันที่ปกปิดกำบังอยู่เดี๋ยวนี้ มันเยอะ เพราะฉะนั้นท่านจึงว่าจิตของเรามันเป็นอวิชชา มาตั้งกี่ภพกี่ชาติมา เราไม่รู้ว่าเราเป็นอวิชชา เราหลงไปตามเขา ตัวสมมติมันปรุงแต่งขึ้นมา มันรู้จักจิตนิสัยของเราชอบอย่างนั้น ชอบอย่างนี้มันก็ปรุงแต่ง เหมือนกันกับเสื้อผ้าที่เราใส่อยู่นี่แหละ เราชอบอย่างนั้นมันก็ปรุงแต่งขึ้นมา เราก็ว่าดี ว่าชอบ ว่าสวย อยู่อย่างนั้นแหละ หลงไปตามความเสกสรร ปั้นยอของสมมติแล้วอันนี้คือสมมติตัวนี้ บัดนี้เราก็ไปติดแล้ว พอเราหลงติดยึดสิ่งนี่มาเป็นเราเป็นของเรา ยึดเข้ามา ๆ ใจของเราก็ว่าเป็นของเราแท้ที่จริงมันไม่ใช่

เพราะฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า อนิจจังตัวนี้ บัดนี้ตัวของเราก็ไม่รู้ ถึงแม้หูเราได้ยินตาก็ได้เห็น มันก็ไม่ปล่อย มันก็ว่าเป็นตัวของเราอยู่ มันฝึกลึกมาตั้งกี่ภพกี่ชาติแล้ว บัดนี้มีมันถอดยาก เพราะฉะนั้นท่านจึงให้เดินสติ เดินปัญญาให้รู้เท่าถึงกัน อย่าให้มันหลอกลวงเราทั้งหมดถ้าหากเราไม่รู้ ทั้งหมดนี้ ท่านบอกว่าเป็นตัวอนิจจัง หูเราได้ยินเราก็อย่าไปเชื่อ ตาเห็นก็อย่าไปเชื่อ จมูก ลิ้น กายใจของเราก็อย่าไปเชื่อ ปล่อยให้ออกให้หมด เฉย ๆ ดูปล่อยให้มันสู้กันอยู่สู้กันดู จิตของเราก็จะสงบดี ถ้าเราปล่อยให้มันเย็นมันจะรวบรวมเอาทั้งหมดนี้ทิ้งไปเลย อย่าไปยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา มันไม่ใช่ ให้เชื่อพระพุทธเจ้า นี้ศรัทธา ตัวนี้แหละสำคัญอีก แต่เราไม่เชื่อ แต่เราได้ยินพระพุทธเจ้าเทศน์ให้ฟังอยู่ แต่ว่ามันไม่ปล่อย เพราะจิตของเรามันยังไม่ลงถึงฐานของใจ มันไม่ไปเห็นต้นเหตุ ที่มันเกิดขึ้น มันแสดงขึ้น เมื่อมันไปเห็นต้นเหตุ มันแสดงขึ้นมันเกิดขึ้นแล้วมันก็จะปล่อยไปหมด เพราะทั้งโลกนี้เป็นตัวอนิจจังทั้งหมด สิ่งเหล่านี้เป็นของไม่เที่ยง เกิดมาแล้วต้องมาแก่มาเจ็บมาตายเหมือนกันหมดตลอดทั้งสัตว์ตลอดต้นไม้ เมื่อจิตของเรามันรู้ไป รู้ไปแล้วมันไม่ยึดว่าบ้านนี้เป็นของเรา เสื้อผ้าที่เราเอามาใส่ไม่ใช่ของเรา เป็นสิ่งที่อาศัยกันชั่วคราว ตัวนี้ก็เหมือนกันถ้ามันคิดเรื่องไม่ดีขึ้นมาเราอย่าไปตาม ให้มีสติ คิดตามถ้ามันคิดในทางที่ดีในทางที่ชอบ เราจึงตามมันดู

เพราะฉะนั้นท่านจึงให้ระมัดระวัง ให้มีสติ ดีกับชั่วมันคู่กัน ถ้ามันคิดดีขึ้นมาเราอย่าเพิ่งไปเชื่อแต่ให้เรารู้ว่าดี เฉย ๆ แต่เราอย่าไปเชื่อมัน มันกลับชั่วขึ้นมา ครั้งแรกให้ดูทางหน้าบัดนี้มันจะกลับข้างหลังมาให้ดู เราจะไปหลงมันอยู่ ดีกับชั่วมันอยู่ด้วยกัน คือความรักกับความเกลียดเมื่อมันหยุด ความรัก ความเกลียดความแค้นมันจะเพิ่มขึ้นมา มันแทรกกันอยู่ตัวนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่ชำนิชำนาญในการปล่อย ก็ปล่อยหมดเราอย่าไปเชื่อข้างนอกก็ตามข้างในก็ตาม ข้างนอกคือตาเห็น หูได้ยิน จมูกเราได้สูดกลิ่น ลิ้มรส ได้ลิ้มรสอยู่ข้างนอก ข้างในคือใจมันคิดมันปรุงมันแต่ง เราอย่าไปเชื่อปล่อยทิ้งไปหมด ถ้าเรายังปลดยังปล่อยไม่เป็น ต้องปล่อยให้มีประโยชน์ ตัวนี้ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา ถ้าเป็นของเราทำไมให้มันแก่ ทำไมให้มันเจ็บ มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา นั่นมันแสดงถึงเรื่องนี้

เพราะฉะนั้นขนาดเขาแสดงให้เรารู้เราเห็นอยู่ มันยังไปยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา แค่เราจามฟิดเดียวเท่านั้นแหละวิ่งไปหาหมอเลย มันเป็นอยู่อย่างนี้แหละ เรื่องอาการของจิตเรื่องอาการของความหลงตัวอวิชชาตัวนี้ มันเก่ง มันทับถมเราหมด ไม่ให้เราก้าวไปไหนเลย เพราะฉะนั้นเราจึงปล่อย เราปล่อยไปให้หมดเราอย่าไปเอาอย่ายึดว่าอันนี้เป็นเรา อันนี้เป็นของเรา อันนี้เป็นลูกเรา อันนี้เป็นสามีเรา อันนี้เป็นภรรยาเรา อย่าไปเกี่ยวข้องมันเฉย ๆ อยู่อย่างนั้น ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เพราะฉะนั้นเราจึงฝึกจิตของเราฝึกสติของเราให้มันรู้ บัดนี้เมื่อ ธรรมมันเกิดขึ้นเมื่อมันสว่างมันไปสว่างในจิตของเรา ใจของเรามันค่อย ๆ รู้เองมันค่อย ๆ ปล่อยวางเอง มันไม่ไปยึดว่าเป็นเราเป็นของเราทั้งหมด เหมือนกับพวกแหละเราไปยึดสถานที่ว่า นี่สวนเรา นี่นาเรา นี่ที่ดินเรา แต่มันหาใช่ของเรา ไม่มีใครเอาไปได้ มันเป็นของธรรมประจำโลกประจำธรรม มาแต่ไหนแต่ไรมา แต่ตัวไปยึดนี่คืออุปทานของจิต อุปทานของใจ บัดนี้เราปล่อยออกไปให้หมด ตัวอุปทาน ความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา เรารู้แล้วให้ปล่อยวางให้หมด ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีแน่นอน ร่างกายของเราที่เราครองอยู่ เมื่อลมหายใจข้างในมันไม่ออก ข้างนอกมันไม่เข้า เขาก็เรียกว่าเราตาย เขาก็นำไปเผาทิ้ง มันเป็นอยู่อย่างนี้แหละ นี่แหละท่านเรียกว่าตัวคลุกขมงมงายมายึดของเก่าเข้าใจว่าเป็นเราเป็นของเรา เราเกิดมาเราก็เอาของเก่านี้แหละคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ จะมาเอาความโลภ ความโกรธ ความหลง ความสมมติ มันมีแต่ของเก่าอยู่นี่ทำมาหาอยากหากิน พอแก่ชราก็ตาย เกิดมาอีกก็มาเอาของเก่าอีกอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่มีสิ้นสุด

เพราะฉะนั้นให้มีสติ ให้มีปัญญา ตัวนี้แหละตัวจะตัดสินใจ ให้เรา ว่าเราจะเกิดอีกไหม พระพุทธเจ้าท่านจึงถามจิตของท่านว่าเบื่อแล้ว เบื่อความเกิด พอแล้วทุกสิ่งทุกอย่างเกิดมาเป็นกี่ภพกี่ชาติ เกิดตายมานี้มีแต่ได้รับความทุกข์ ความเวทนาอยู่ตลอดเวลา ไม่เอาอีกแล้ว พระพุทธเจ้าท่านจึงอิ่มแล้ว พอแล้ว เหมือนตักน้ำใส่ขวดใส่แก้วมันเต็มแก้ว เต็มใจของพระพุทธเจ้า เต็มทุกสิ่งทุกอย่าง มันไม่มีการบกพร่อง ท่านจึงว่า หากจะไปหาเอาดีเอาชั่วเพิ่มเติมให้อีก มันพอแล้วเต็มแล้ว ไม่เอาแล้วท่านว่าอันนี้เขาสมมติเฉย ๆ เราไปหลงยึด มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา บัดนี้ให้เราเข้าใจจริง ๆ ใจของเราถ้าเราอบรมให้ดีใจของเราจะกลายเป็นของประเสริฐ จะพาตัวของเราออกจากหลุมลึกที่กองทุกข์ตัวนี้ได้ ไม่มีสิ่งอื่นจะเอาตัวของเราออกจากตัวนี้ได้ เราอย่าไปเชื่อหากคนนั้นว่าอันนั้นดี คนนี้ว่าอันนี้ดี อย่าไปเชื่อ แต่หูเราฟังเฉย ๆ เขาชอบเขาก็ว่าดี ถ้าเราอยากพูดกับเขาเราก็มีปาก ทำไมเราจะพูดไม่เป็น ถ้าพูดดี พูดชั่ว พูดชอบ เพราะฉะนั้นให้จิตของเรามันรู้จริง ๆ เมื่อรู้แล้วมันไม่ยึด แล้วสังเกตว่า ตัวของเราไม่ยึดไม่ถือว่าอันนี้มันเป็นอย่างนี้ จิตของเราก็ค่อย มีกำลังเรื่องนั้นมามันก็ปล่อยเรื่องนี้มันก็ปล่อยใจของเรามันก็เบาไปเพราะมันไม่มีเรื่องไม่มีงาน ใจของเรามันเบา หากไปยึดเอานั่น ไปยึดเอานี่ ไปให้ใจคิดไปให้ใจผูก ใจของเรามันรำคาญเป็นอยู่อย่างนั้น ทำอยู่อย่างนั้นไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีอะไรจะร่ำจะรวย เหมือนเราเป็นอยู่ทุกวันนี้แหละ ไม่ร่ำไม่รวยหาอยากหากินใช้ไปก็หมดไป หาใช้ไปใช้ไปหมดไปเป็นอยู่อย่างนั้นแหละ ข้างในมีก็เหมือนกันกับข้างนอก

เพราะฉะนั้นเมื่อเราเห็นข้างนอกแล้วรู้เท่าถึงใจตนแล้ว ให้น้อมใจเข้าไปสู่ข้างใน ให้ใจข้างในมันรู้มันปล่อย ถ้าข้างนอกได้แล้วมันก็สบายเบา อยู่อย่างนั้นแหละไม่ยึดไม่ถือ ถึงแม้เรามีอยู่เราก็จะเก็บไว้ใช้ เมื่อเราจากไปคนที่เขายังอยู่เขาก็จะใช้ต่อไป อยู่อย่างนั้นแหละ เอาไปไม่ได้เพราะมันเป็นของประจำโลก สิ่งเหล่านี้ท่านเรียกว่าตัวโลภ เอาไปไม่ได้เหมือนกัน ไม่ว่าที่ดินบ้าน ที่สวน ที่ไร่ ที่นา อะไรก็ตาม เอาไปไม่ได้ แต่เราเกิดมาเขาก็ให้เราอาศัยอยู่ชั่วคราวเท่านั้นแหละ เมื่อตายไปแล้วไม่ใช่เรา ไม่ใช่เป็นของเรา คนที่เขายังอยู่ก็ประคองรักษา อยู่ไป เมื่อเขาตายไปเขาก็เอาไปไม่ได้ อยู่อย่างนี้แหละมาแต่ไหนแต่ไรมา อันนี้ท่านเรียกว่าโลกสมมติ โลกอนิจจัง มีแต่ของไม่แน่นอน ทั้งนั้น บัดนี้เราต้องการเอาอะไร

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงให้ถามตัวของเราว่าเราจะเอาของจริง หรือของปลอม ตัวนี้มันเป็นของปลอม มันเป็นของหลอกลวง ถ้าเราเอาของจริงเราก็ปฏิบัติจริงเข้าไป จิตใจของเราก็จะรู้จริงเห็นจริง สติของเราทุกด้านทั้งภายนอกและภายใน ถ้ามีสติปัญญาแล้ว เราก็ออกมาจากกองทุกข์ตัวนี้ได้ ออกจากของสมมติตัวนี้ได้ของยึดมั่นถือมั่นตัวนี้ได้ เพราะมันมัดเราทุกคนตลอด เกิดขึ้นมามันก็มัดไม่ให้ไปที่ไหน พอเกิดขึ้นมาก็เอาความอยากตามมา ถ้าไม่ได้อย่างสมใจก็ร้องไห้ เสียใจ มันจะเป็นอยู่อย่างนี้แหละ นี่แหละให้เราเข้าใจมันอย่าไปเอามันอย่าไปยึดอย่าไปถืออย่าว่าเป็นเราเป็นของเรา ปล่อยออกไป ๆ ถ้าเราไม่ช่วยเหลือเราใครจะมาช่วยเหลือ ให้เราตั้งใจตัวนี้ มีศรัทธา เป็นสัจธรรม คนอื่นจะมาช่วยทำไม่ได้หรอก ให้เราสังเกต เรากินข้าวหากคนนั้นคนนี้จะกินข้าวแทนเรา ให้เราอิ่ม มันเป็นไปไม่ได้ มันไม่อิ่ม สามี ก็ตาม ภรรยาก็ตาม ลูกก็ตาม หลายก็ตามไม่มีใครช่วยท่านได้

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงว่า “อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ” ตนและเป็นที่พึ่งของตน อย่าไปอาศัยจมูกคนอื่นหายใจ เมื่อให้เราเข้าใจ ฝังใจอย่าไปอ่อนแอ มิฉะนั้นเราจะสู้มันไม่ได้ มันจะผูกมัดเราหมดทุกสิ่งทุกอย่าง เราจะไปโน่นไปนี่มันผูกไปหมดและไปไหนไม่ได้ ตัวนี้แหละมันทำลายเราทุก ๆ คน มันทำลายเรา ให้เราลุ่มหลงในกิเลสตัวนี้แหละ ท่านจึงเรียกว่าข้าศึก ท่านเตรียมตัวท่านดีแล้วหรือยัง เพราะมันมีแต่หาเรื่องใส่ อยู่อย่างนั้น ตาก็ดี หูก็ดี จมูกก็ดี ลิ้นก็ดี กายก็ดี ใจก็ดี มันหาเรื่องใส่เราให้เราติดนั่นคิดนี่แล้วก็ไปยึดเอามา ถ้าได้ยินเสียงไพเราะเสนาะหูก็เกิดความชอบขึ้น มันจึงเอาเข้ามาทำลายเราอยู่ จิตของเรามันก็ไม่สงบ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย มีแต่เรื่อง

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงให้มีสติให้มีปัญญาตรวจตราดูมัน ให้มันรู้อย่าไปถือเรื่องนี้ให้ปล่อย เรื่องของโลก เพราะฉะนั้นเราจึงไม่รู้ ยกตัวอย่าง เช่น เราเป็นหนี้เขาเราไม่ส่งเขา บัดนี้มันจะทำให้เราคิดทำให้จิตใจของเราไม่สบายอันนี่ท่านว่าโลก คำว่าโลกเจือปนติด้วย ดี และ ชั่ว ให้เราเข้าใจมันอยู่ในตัวของเรานี่แหละ พิจารณาดูตัวของเราให้มันรู้ ให้มันปล่อยออก เราอย่าไปยึด ถึงเราไปพบไปเจอในตัวของเราก็ปล่อยออกให้หมด ดีเราอย่าเอา ชั่วเราก็อย่าเอา เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งคู่กันของโลก ความรัก ความชอบมันเป็นคู่กันอยู่ ความเกิด กับ ความตาย มันเป็นคู่กันอยู่ อย่าไปเอา มันเป็นของ ๆ โลก ถ้ารู้แล้วให้ปล่อยวาง ให้รู้เฉย ๆ เหมือนกับผู้หญิงผู้ชายมันเป็นคู่กันเฉย ๆ เมื่อรู้แล้วเราก็ปล่อย อย่าไปยึดว่าเป็นสามีเรา ภรรยาเรา อย่าไปคิดอย่างนั้นอย่าไปหลงอย่างนั้น ท่านว่า ความดีความชั่วก็เหมือนกันเป็นของคู่กันอยู่ มันเป็นเรื่องของโลก เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงให้ปล่อยออกให้หมด พวกเรามาติดอยู่ที่นี่แหละ มาติดมาข้องอยู่ที่นี่เลยไม่รู้จักปลดจักปล่อย ไม่รู้จักปล่อยวางพาออกจากตัวของเรา เรามาติดดี ติดชั่ว ติดเกิด ติดตาย อยู่อย่างนั้นแหละ เราเกิดมาแล้วก็ต้องตาย พระพุทธเจ้าท่านจึงให้รู้หมด รู้แล้วอย่าไปยึดเอาอย่ามาคิด

ท่านจึงให้มีสติบังคับตัวนี้แหละเอาไว้ อย่ามาคิดอย่ามาปรุงอย่ามาตกมาแต่งว่าดีว่าไม่ดี อันนี้เรามาติดดีติดชั่ว หลงดีหลงชั่วมันเป็นของประจำโลกมันเป็นภาษาของสมมติ ของอวิชชาสมมติ ถ้าเราชอบแล้วก็ว่าดี ถ้าไม่ชอบแล้วก็เกลียดก็ว่าชั่ว ถ้าจิตของเรา ใจของเรามันพลิกแพลงอยู่เหมือนกับปากกาต้องการตัวหนังสือ อันไหนมันชอบมันก็เขียนลงว่าชอบว่าดี ปากกามันมีน้ำหมึก น้ำหมึกอันนั้นท่านเรียกว่าน้ำสมมติ ตัว (ก.) ก็ออกมาจากตรงนั้น ตัว (ข.) ก็ออกมาจากตรงนั้นตลอดตัวสุดท้ายก็ออกมาจากตรงนั้น ปากกาด้ามนี้ก็ด้ามเดียวกัน แต่ว่ามันมาเปลี่ยนแปลงรูปนามมัน มันให้ชื่อไม่ตรงกันตัวนั้นว่าอย่างนั้น ตัวนี้ว่าอย่างนี้ เหมือนกันกับว่า ผู้หญิง ผู้ชาย ธาตุขันธ์อันเดียวกันเพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงปล่อยออกได้ ไม่ว่าคนนั้นเป็นผู้หญิง ไม่ว่าคนนี้เป็นผู้ชาย ท่านมาตรวจดูสภาพร่างกายแล้วมันก็คือธาตุขันธ์อันเดียวกัน อนิจจัง ของไม่เที่ยงอันเดียวกัน ผู้ชายก็มีเหมือนกัน ธาตุนี้ เป็นธาตุที่หลอกลวง ธาตุไม่แน่นอนท่านจึงตัดออก ไม่เอา บัดนี้ท่านจึงไปหาความจริง แต่อยู่ในนี้ทั้งหมด

บัดนี้เมื่อใจของเราไม่คิดขึ้นมาใจของเราอยู่เฉย ๆ ท่านเรียกว่าความสงบของใจอันนั้นมันเป็นอย่างหนึ่ง เมื่อความสงบมันเกิดขึ้นในใจนั้น มันคิดว่าดี ว่าชั่ว ว่ารัก ว่าเกลียด มันเฉย ๆ อยู่ ดีมันก็ไม่เอา ชั่วมันก็ไม่เอา เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนจิตของท่านให้รู้ ให้เราคิดรักษาตัวของเราสร้างตัวของเรา ถอนตัวของเราออกจากสิ่งที่ผูกมัดเรา คือความรักตัวนั้น อันนั้นมันไม่อยู่ที่ไหนมันอยู่ในใจ ให้เราตัดออก อย่าไปเชื่อมัน เพราะสภาพตอนนี้เป็นสภาพของ อนิจจัง อย่าเอาไปถือว่า เป็นเราเป็นของเราให้รู้เมื่อรู้แล้วให้ปล่อยตามเอาไว้เฉย ๆ ความเฉย ๆ นี่ท่านเรียกว่าอุเบกขา ไม่เอาดีไม่เอาชั่ว ไม่เอารัก ไม่เอาชอบ ไม่ยินดีไม่ยินร้ายกับอะไร ให้เฉยๆ อยู่ตาเราเห็นก็เหมือนกัน หูเมื่อได้ยินก็เหมือนกันให้เฉย ๆ อันนี้บังคับมันไว้ให้หมด อย่าให้มีเรื่องนั้นเรื่องนี้มาคิดถ้ามันคิดขึ้นมามันเผาเรา ถ้าไปตกที่เราไม่รู้เราลุ่มหลงไป บัดนี้มันก็คิดขึ้นกว้างออกไป ๆ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านให้เราน้อมเข้ามา น้อมเข้ามา ให้มันเห็นอยู่ในใจของเรานี้ทั้งหมด ทั้งภายนอกและภายในเมื่อจิตของเรามันรู้เท่าถึงกันมองไปที่ไหนก็เหมือนกันหมด มองไปที่ป่าก็เหมือนกันกับว่า สัตว์โลกอยู่ในบ้านนี่แหละเขาก็มี เกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนกัน ถ้าเขาไม่มีปากมีเสียงเราต้องสังเกต น้อมมาสอนเรา สิ่งที่ไม่ดีก็เยอะ สิ่งที่ดีก็เยอะ เหมือนกับคนอยู่ในบ้านคนดีก็มีคนชั่วก็มี เหมือนกันหมด

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า โลกสังขารธรรมเป็นของไม่เที่ยงทั้งหมด เราจะหาสิ่งไหนเที่ยงยิ่งกว่าสิ่งเหล่านี้ ตัวนั้นแหละเราจะเดินเข้าสู่ทางพลิกจิตของเราเดิน เหมือนเรามีภาวนา แต่คนไม่มีทาน ไม่มีศีล ไม่มีภาวนา ต่างกัน อย่างไร มันเป็นอย่างนั้น บัดนี้เราจึงน้อมจิตของเรานี้ให้อยู่ สงบจะเห็นอยู่ในนี้หมด เพราะฉะนั้นท่านจึงให้ฝึกหัดสติเราให้รู้ อย่าให้มันไปข้องติดอยู่กับสิ่งใด ๆ เหล่านี้จิตของเรารู้ มันเป็นธรรมดา เป็นอนิจจัง มันเป็นของไม่เที่ยง มันไม่ใช่ของเรา สิ่งนี้เรามาหลงยึดหลงถือนี่ มารักมาชอบอยู่นี่ มาหลงดีหลงชั่วอยู่ ถ้ามันคิดขึ้นมาเราก็ว่าเราคิด แต่จริง ๆ ธาตุขันธ์ของเขาหมุนเขาทำงาน กิเลสมันมัดมันครอบครองอยู่ มันส่งส่ายของมัน ตาบ้าง หูบ้าง จมูกบ้าง ลิ้นบ้าง กายบ้าง มันทำงานอยู่ในใจของเรานี่ มันอาศัยใจเรานี้แหละ บัดนี้มันบังคับใจของเราไม่ให้บอกข่าวแก่พวกเรา บัดนี้ใจมันไม่มีที่อาศัยของพวกกิเลส ตัณหา พวกนี้ เข้าไปครอบงำหรือปกครอง มันจะดีดดิ้นไม่ได้ เขาว่าดีก็ดีไปตามเขา เขาว่าชั่วก็ชั่วไปตามเขา แต่มันไม่สามารถกล้าจะบอกเพราะอวิชชาตัวนั้นมันบังคับไว้ บัดนี้ จิตของเรามันไม่มีใครช่วยเหลือ

พระพุทธเจ้าท่านว่า จิตของเราถ้าเรามีการช่วยเหลือจิตของเรา จิตของเราจะเป็นจิตที่ประเสริฐขึ้นมา สติปัญญา ของเรามันก็ไม่มี บัดนี้มันก็ปล่อยให้แต่ความชั่วเข้ามาทับอยู่อย่างนั้น ก็ทำให้เรามองหาเราไม่เห็น เพราะฉะนั้นพระพุทธท่านเจ้าจึงว่า ให้ออกให้หมด ดีก็อย่าเอา ชั่วก็อย่าเอา บุญก็อย่าเอา บาปก็อย่าเอา ให้เฉย ๆ อยู่ เอาไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะแต่ก่อนพระพุทธเจ้าก็เคยติดอยู่เหมือนเรานี้แหละ ท่านปีนล้มปีนตายมาห้าร้อยชาติ ท่านมาติดอยู่ที่นี่แหละ แต่ก่อน มาติดอยู่จิตชั่วนี้ มาเกิดเป็นนั่นเกิดเป็นนี่อยู่อย่างนั้น ท่านได้ทุ่มเท พลังกำลังของท่าน ตายก็ตาย เป็นอะไรก็เป็น สู้อยู่กับกิเลส ไม่ให้กิเลศกิน ไม่ให้เรากิน 49 วัน ท่านรอดตาย มดเจาะลูกตาเข้าไปอยู่ในเบ้าตาของพระพุทธเจ้า ท่านควักออกมาดูได้ข้างละเท่ากะลามะพร้าว อันนี้ท่านก็ไม่ว่าอะไร อันนี้ท่านปล่อย ท่านไม่ได้ห่วงท่านรอดตาย ท่านว่าไม่มีอะไรจะหมดห่วงเท่าถอดจิตออกจากกองทุกข์

เพราะฉะนั้นท่านจึงว่าจะสร้างตึกรามบ้านช่องไปถึงดาวดึงส์ก็มีแต่จะไปร้องไห้ โอดอวนครวญครางอยู่อย่างนั้นแหละ อันนี้เราไม่เหมือนดาวดึงส์ เพราะดาวดึงส์มองไปที่ไหน ๆ ก็ระยิบระยับไปหมด ไม่โอดอวนถึงความอยากความกิน ในเมื่อวันอิ่มแล้ว มันต่างกัน เพราะฉะนั้นท่านจึงว่าไปสร้างตึกรามบ้านช่อง แข่งขันดาวดึงส์ พวกเรามีแต่จะไปร้องครวญครางอยู่อย่างนั้นแหละ ดาวดึงส์เขาพอแล้วอิ่มแล้ว ตัวของเขานึกถึงอย่างนั้นอย่างนี้เขานึกขึ้นมาได้เต็มไปหมด อันนี้แหละเราต้องทำให้มันได้ ทำให้มันเห็น มันอยู่ในตัวของเรานี้แหละเราจะเห็น เราอย่าไปสงสัยว่าที่อื่น เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าหรือครูบาอาจารย์ท่านก็เห็นอยู่ในตัวท่านนั่นแหละ ท่านนำมาพร่ำสอนพวกเราพวกเราอย่าไปสงสัย เหมือนกันกับว่าเปรียบเทียบภายนอก เหมือนกันกับว่าต้นพริก มะเขือ ผลพวงก็อยู่ที่ต้นของมันนั้นแหละมันไม่ได้ขอมาจากต้นอื่น บัดนี้เขาได้แสดงให้เห็นว่าโลกได้รับความสุขความต้องการอยู่กับเขาอยู่ เขาแสดงความบริสุทธิ์ให้โลกได้เห็นอยู่ทำไมเราถึงไม่เชื่อ อันนี้ไม่เห็นว่ามันจะต้องไปขอมาจากต้นนั้นต้นนี้ เหมือนกล้วย มะละกอ มันก็เป็นผลของมันอย่างนั้น ถ้าลำต้นมันสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นให้เราเข้าใจอย่างนั้น เราจะไปหาว่าธรรมมีอยู่ที่นั้นที่นี่ไม่ใช่ มันอยู่กับตัวของเราเอง พระพุทธเจ้าท่านจึงว่า ทำดีได้ดี ไม่ได้ชั่ว เราต้องการชั่วก็ไม่ชั่ว เพราะการกระทำของเรามันไม่ชั่ว เพราะการกระทำของเราเป็นต้นเหตุ ผลของมันจะให้เป็นอื่นมันไม่เป็น เป็นของดีทั้งนั้น เราทำดีแล้วไม่ต้องสงสัยว่าจะเป็นอื่นต้องได้ดีแน่นอน

บัดนี้เราจะเชื่อไหมตัวศรัทธาตัวนี้ หากเราเชื่ออย่างนั้น ศรัทธาอย่างนั้น ถ้าเราเชื่อ ศรัทธาค่อย ๆ จะเกิดขึ้น ถ้าเราไม่เชื่อศรัทธานั้นก็จะไม่เกิด ท่านจึงว่า ศรัทธา แปลว่าความเชื่อ ความเลื่อมใส บัดนี้ความเลื่อมใสตัวนั้น มันจะสบายขึ้นมาเราจะมองเห็นทางเดินของเรา ทั้งดีและชั่ว และนี่จิตของเราใจของเราก็นึกแต่จะทำทางที่ดีเพราะมันเห็นมันเกิดขึ้น ท่านจึงว่าดีใดไม่เห็นว่ามีโทษ ดีนั้นแหละชื่อว่าดีเลิศ ได้สมบัติใดทั้งปวงไม่ประเสริฐเท่าได้ตน นั้นเราเอาตัวของเราได้แล้ว เพราะตัวเราเป็นบ่อเกิดแห่งทรัพย์สมบัติทั้งปวง ท่านว่าบัดนี้ ผลของมันก็จะเกิดขึ้น ๆ จากตัวของเรานี้แหละ เราไม่ได้ไปหาที่อื่น เหมือนกันกับว่าแผ่นดินนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างทรัพย์สมบัติในแผ่นดินนี้ ให้โลกได้พึ่งพาอาศัยอยู่ เราเกิดมาก็อาศัยแผ่นดินนี้แหละ อยู่ทุกวัน บัดนี้เมื่อเราอาศัยแล้ว หมดกำลังแล้ว คือความตายของเรามาถึงแล้วเราก็ส่งไป ไปส่งเขาไปเป็นดินเหมือนเก่าเอาไปไหนไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นธรรม เป็นเครื่องค้ำจุนโลกอยู่ พวกเราที่เกิดมาหาอยากหากินแล้วก็ตายเป็นดินเหมือนเก่า ท่านเรียกว่า วัฎจักรความหมุนของโลก มันหมุนอยู่อย่างนั้น เราเกิดมาหาอยากหากิน มาเฒ่ามาตาย มาหลงของเขาท่านจึงว่า หลงของเขาว่าเป็นของใหม่อยู่เรื่อยๆ ที่จริงแล้วมันไม่ใช่ พระพุทธเจ้าก็หลงมาเหมือนกับพวกเรา มาสักกี่ภพกี่ชาติท่านรอดเป็นรอดตาย ท่านจึงรู้

คือจิตของเรายังมีผู้ช่วยเหลือ มันจึงหลงไป เพราะอวิชชามันบังคับมัน มันหานั่นหานี่มาให้เรา มาให้จิตของเรา เหมือนกับคนกินเหล้าอันนี้ก็เมาไป เมามาบัดนี้ ไม่มีหนทางจะออกจากตัวนี้ได้ เกิดมาเป็นมนุษย์ ก็เหมือนกันเกิดมาพอแก่เฒ่าก็ตาย อยู่อย่างนั้นแหละ

ท่านจึงว่าโลกนี้ชื่อว่าโลกเกิดตาย ท่านจึงแสวงหาโลกที่ไม่เกิด ท่านจึงค้นหาอยู่ในตัวท่าน ถ้าหมดความเกิดแล้ว ความตายก็ไม่มี มันอยู่ที่ไหน มันอยู่ในใจ ทุกสิ่งทุกอย่างลงอยู่ในนั้นหมด ท่านจึงทำลายใจตัวนั้นแหละ นั้นแหละเป็นพลังเขาสร้างภพ สร้างชาติ ท่านเรียกว่าพลังจิตท่านจึงต้องทำลายตัวนั้น อวิชชามันอยู่ที่นี่แหละ มันเป็นโรงงานใหญ่ พระพุทธเจ้าทำลายเรียบหมด บัดนี้มันสร้างอะไรไม่ได้อีกแล้ว

ท่านจึงว่า ตัณหาจะมาสร้างร่างกายให้ตถาคตอีกไม่ได้แล้ว เพราะช่อฟ้าเราตถาคตได้ทำลายท่านไปหมดแล้ว บัดนี้จิตของเราตถาคตปราศจากสังขารเข้าสู่พระนิพพานแล้ว บัดนี้เราได้ยินพระพุทธเจ้าประกาศท่านในบารมีเก่าที่เราได้มา ท่านจึงให้เราต่อเติมเพิ่มบารมีของรา ได้เป็นมนุษย์ อย่างเต็มภูมิแล้ว บัดนี้อย่าให้ภพชาติของเราเปลี่ยนแปลงหายไปเป็นภพชาติที่ต่ำทราม ท่านจึงให้สร้างบารมีของเรา ต่อเติมเสริมภพชาติของเรา อย่างเต็มภูมิ จงให้มีสติ ให้มีสัมปชัญญะ ให้รู้ตัวเสมอ สิ่งที่ไม่ดีท่านจึงไม่ให้เอา เพราะนั้นเป็นสิ่งที่ทำลายภพชาติเรา ถ้าเราไปหลงไปยึดเป็นชาติที่ต่ำทราม เป็นสัตว์ เป็นหมา เป็นควาย ท่านว่ายากที่จะได้กลับมา เพราะสัตว์เหล่านี้เข้าไม่รู้จักดี ชั่วอะไร เขาจะอยู่อย่างนั้นแหละ เขาไม่รู้เราเขาเกิดมาเพราะอะไร เป็นกรรมของเขา ท่านจึงว่าถ้าทำดี เรียกว่ากุศลกรรม ถ้าทำชั่วเรียกอกุศลกรรม กรรมเรานี้แหละจะพาเราไป

ฉะนั้นท่านจึงให้รักษา กาย วาจา ใจ ของเราไว้ อย่าไปคิดเรื่องนั้น คิดเรื่องนี้มา อย่างไปหยิบเรื่องนั้นเรื่องนี้มาพูด มาคิดขึ้น อันนั้นเป็นบาปเป็นกรรม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มันอยู่ตรงนี้ ให้เราค้นหาอยู่ในตัวของเรานี่เราจะเห็นหมด เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงไม่ให้ไปหาที่อื่น ไปดูนั้นดูนี่ ที่นั่นที่นี่ท่านไม่ไป เมื่อท่านรู้แจ้งเห็นจริงแล้ว ท่านจึงแสดงธรรมให้เห็น เป็นธรรมชาติ ของที่มีอยู่แต่ท่านฝังไว้ลึกลับ เหมือนกับพริก มะเขือ มะละกอนั่นแหละ ลูกของมันผลของมันอยู่ที่ไหน ถึงม้าเราจะไปแซะลำต้นมันไม่เห็น มันนำลูกนำผลมาจากไหน มาให้เราได้อยากได้กิน เราก็เห็นเต็มตา รู้เต็มใจอยู่ มันไม่ได้ไปขอที่อื่น หรือไปแย่งมาจากที่อื่นมาเป็นหนี้เป็นสิน มาเป็นโทษเป็นภัย เขาสร้างตัวของเขาให้สมบูรณ์อยู่อย่างนั้น ธรรมชาติเขาแสดงไว้ให้เรารู้ให้เราเห็นอยู่ เราก็น้อมตัวนั้นมาสู่ตัวของเรา ทำไมเราจะไม่เห็น ต้องเห็น ถ้าเราทำจริง เหมือนพริก มะละกอ เขาแสดงให้เห็นผลเขาอยู่ อันนี้เราทำจริงเราก็จะเห็นผลของเราแน่นอน ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องไปถามใคร เราอย่าไปคิดว่าคุณงามความดี หรืออำนาจวาสนามันอยู่ที่อื่น มันอยู่ในตัวของเรานี่

เมื่อเราทำความดีไว้เพียงพอแล้ว พอจิตของเรามันรู้ทางจะไปเอง พอเราหมดจากภพนี้ ชาตินี้มันไปแล้ว มันไปที่มันสร้างไว้แหละ สร้างดีไว้ก็ไปทางดี ไม่ได้ไปทางชั่ว ท่านเทียบเป็นโรงศีล โรงธรรม อันนี้เข้าที่หนึ่งมันไปช่องนี้ เข้าที่สองมันไปช่องนี้ เข้าที่สามมันไปช่องนี้ เข้าที่สามมันไปเป็นสัตว์ เข้าที่สองไปเป็นมนุษย์ เป็นคนดีบ้างชั่วบ้าง เข้าที่หนึ่งเป็นคนดี ราคาก็ต่างกันตามคุณค่า ไม่มีใครไปแยกเขา เขามาถึงนั้นเขาไปเอง วัฏฏะมันหมุนไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้นท่านจึงให้เราภาวนา ให้จิตของเราสงบลง เมื่อจิตของเราสงบมันจะรู้เรื่อง เช่น เสียงนี้ หรือความเกิดขึ้น เป็นความอยากดี ความไม่อยากดี มันเกิดขึ้นจากตัวนี้ ถ้าไม่มีตัวนี้มันจะไม่เกิด เพราะฉะนั้นร่างกายของเราทุกส่วนเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ นี่ให้เราเห็นให้เรารู้ เราอย่างไปยึดว่าเป็นของดี ตัวนี้มันทำลายเรา ปกปิดเราทุกสิ่งทุกอย่างแหละมันไม่ให้เรารู้ อันนั้นไปขนมาให้มัน เราไปขนมาให้มัน แล้วมันก็ไม่รักไม่ชอบกับเรา มันยิ่งหาความเจ็บ ความแก่ ความชรา ความตาย มาใส่เราอยู่อย่างนั้นแหละ

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงว่าอันนี้แหละเป็นตัวข้าศึก มันทำลายเรา ท่านว่าบัดนี้ให้จิตของเรามันรู้ให้จิตของเรามันปล่อย ไม่มีอะไรจะบอกได้ ถ้าเราไม่ดัดไม่แปลงของมัน มันก็จะเอาเราอยู่อย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นเกิดมาแล้ว ท่านจึงว่าเราเกิดมาเอาของเก่า มาเอาความโลภ มาเอาความหลง มาอยาก มากิน มาเฒ่า มาแก่ มาตาย ทรัพย์สมบัติที่เราหามาได้นี้มันเป็นของประจำโลก มันมาเป็นเรา เป็นของเราเฉย ๆ นี่ตัวสมมติ กายตัวนี้มันเป็นกายที่สมมติ ท่านเรียกว่า อวิชชาสมมติ กิเลสสมมติ ขันธ์สมมติ นี้ให้เราพิจารณาให้มันรู้เราจึงปล่อยตัวนี้ได้ ถ้าเรายังปล่อยไม่เป็น

บัดนี้ถ้าเราได้ยินได้ฟังจากครูบาอาจารย์ แนะนำสั่งสอน ให้เราทิ้งมันให้หมด เราอย่าไปเชื่อมัน บัดนี้เราก็จะรู้ขึ้นเอง ให้เราปล่อยออกจริง ๆ ถ้าเราศรัทธาให้เราเชื่อคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้ฟังลึกอยู่ในตัวของเรา เรารู้เราได้ยินเราอย่าไปเชื่อ เราเห็นเราก็อย่าไปเชื่อ ใจของเราเกิดขึ้นมาเราก็อย่าไปเชื่อมัน เพราะตัวนี้มันเป็นตัว นิจจัง เป็นตัวสังขาร มันตายให้เราเห็นอยู่อย่างนั้น เราจะไปเชื่อมันได้ยังไง คนมันดีคนมันชั่วเราก็อย่าไปเชื่อ เขาสมมติ เขาชอบเขาก็สมมติว่าดี เขาไม่ชอบก็สมมติว่าไม่ดี อยู่อย่างนั้นแหละ นั้นมันทำให้เราลุ่มหลงอยู่ เราจึงหลงดีหลงชั่ว ติดดีติดชั่วอยู่ ถ้าดีมีอยู่ที่ไหนชั่วก็มีอยู่ที่นั้นแหละ บัดนี้เกิดมีอยู่ที่ไหน ตายก็มีอยู่ที่นั่นแหละ บัดนี้มันเกิดมันดับ มันเกิดมันดับ เพราะฉะนั้น ท่านจึงว่าทั้งหมดในตัวของเรามันเป็นสมุทัย เป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ บัดนี้มันเกิดความแก่ขึ้นมามันก็เกิดความทุกข์ เมื่อตามันเห็น มันก็เกิดความอยากขึ้นมา มันก็เกิดความทุกข์ หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรส กายสัมผัสก็เช่นเดียวกัน ตัวนี้เป็นตัวของสมุทัย บัดนี้ท่านจึงให้เดินจิตของเรา เดินสติเดินปัญญาของเรา ตัวนี้เพราะไม่มีสิ่งไหนดี มีแต่ของตายทั้งหมด เมื่อตายแล้วมันก็เน่ามันก็เหมือนอยู่อย่างนั้นแหละ มันจะดีได้อย่างไร เราจะว่าเป็นของดีได้อย่างไร

บัดนี้เราถามตัวของเราเองว่าเราชอบของเน่าของเหม็นไหม เราก็ไม่ชอบ ถ้าเราชอบของเน่าของเหม็น เราเป็นอะไรเราจึงชอบสิ่งเหล่านั้น เราเป็นตัวบุ้ง เป็นตัวหนอนหรือ เราเห็นแต่ตัวหนอน เห็นแต่ตัวบุ้ง มันขอบของเน่าของเหม็น ถ้าเราเป็นผู้ที่ดีจริง ๆ เราอย่ามายึดและอย่ามาถือ อันนี้คือความคิดของเรา เมื่อจิตของเรามันได้รับธรรมคำสั่งสอนแล้ว มันก็ค่อย ๆ ถอยออกมันไม่ยึด ถ้าไม่เชื่อ พอเราสิ้นลมหายใจ หรือตายไปไม่ถึง 10 นาที ลองสูดกลิ่นดู คนตาย หรือ สัตว์ ตายก็เหมือนกัน มันก็จะเกิดการพองขึ้นมา พระพุทธเจ้าท่านจึงว่า เราไม่ใช่ตัวบุ้ง ไม่ใช่ ตัวหนอน เราจะไปชอบของเน่าของตายอย่างนั้นหรือ นี่ท่านสอน บัดนี้ให้เรารู้ตัวอยู่ทุกเวลา เว้นไว้แต่เรานอนหลับ ให้เรารู้สติอยู่ตลอดเวลา พอตื่นขึ้นมาเราก็จะเห็น

ธรรมะจากหลวงปู่สอ
– พระธรรมเทศนา 17 พฤศจิกายน 2546 [15 มิถุนายน 2552 18:33 น.] – เทศน์ เมื่อ 5-12 กันยายน 2546 [15 มิถุนายน 2552 18:33 น.] – พระธรรมเทศนาเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2546 [15 มิถุนายน 2552 18:33 น.] – ธรรมะจากหลวงปู่สอ [15 มิถุนายน 2552 18:33 น.] ดูทั้งหมด

พระธรรมเทศนา 17 พฤศจิกายน 2546

พระธรรมเทศนา 17 พฤศจิกายน 2546

พระธรรมเทศนา หลวงปู่สอ พันธุโล
เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2546

ของไม่ดีมันแสดงให้เห็นอยู่เต็มตา เพราะฉะนั้นให้ จิตของเราใจของเราให้มันรู้ รู้แล้วก็ปล่อยมัน ไม่ยึดว่าตัวของเราดี ตัวของเราสวย อุปาทานความยึดมั่นถือมั่น มันค่อยขาดออกไปจากจิตจากใจของเรา มันก็เบาไปๆ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงเอาของจริง มาแสดงให้จิตของเรามันดู ตาของเราก็เห็น ใจของเราก็รู้ บังคับให้มันปล่อยออกอย่าไปถือว่าตัวของเราดี ไม่มีที่ดี มันมีแต่หน้าที่ไปปกปิดไว้ ตัวนี้บัดนี้อวิชชา มันปกปิดจิตของเราใจของเราไม่ให้เรามองเห็นสิ่งที่โสโครก สกปรก นี่เรารู้แต่ภายนอกเห็นแต่ภายนอกก็ว่าดี พระพุทธเจ้าท่านมองเข้าไปจนทะลุไปหมด ท่านว่าไม่มีของดีอยู่ในตัวของเรา เดี๋ยวก็เปื่อยพังออกไป เมื่อเอ็นมันพังออกไปแล้วมันก็ยังแต่กระดูกเขาเก็บไว้อยู่ เขาไว้แสดงความบริสุทธิ์ให้ดู แล้วให้น้อมนึกเข้ามาว่าในตัวของเรานี้เราแบกอะไรอยู่ทุกวันนี้ นี่เราแบกแต่ของไม่ดี บัดนี้เราแบกของเราตายด้วย คนตายมันเป็นทุกข์นี่แหละ เราจึงเป็นทุกข์กันหมดโลกนี่ เพราะเราปล่อยเราวางไม่เป็น จึงฝึกให้มีสติให้มีปัญญา อันนี้นั่งอยู่ก็อย่าให้เราไปมองที่อื่น ให้เรามองดูสิ่งที่ไม่ดีอยู่ในตัวของเราให้มันรู้หมดเห็นหมด ให้มันรู้อยู่อย่างนั้น แล้วก็ไม่นานจิตใจของเราก็จะสว่างขึ้นๆ เหมือนไฟเมื่อมันสว่างแล้วก็มองเห็น อนิจจังมันเป็นอย่างนี้ของไม่เที่ยง เกิดมาแล้วก็ต้องตาย ไม่มีใครจะอยู่ค้ำฟ้าได้

นี่พระพุทธเจ้าท่านเป็นบรมครูพวกเรา ท่านสอนพวกเรา นี่เราได้ยินแต่หู จิตใจมันไม่เห็นรู้มันไม่ปล่อย มันยังยึดว่าดีนี่เรามาติดอยู่ตัวนี้แหล่ะมาถือว่าตัวของเราดี มันไม่มีดี ไปเอามาจากโรงพยาบาล (ศพคนตาย) มาแสดงให้นักภาวนานี่เห็นจิตของเราก็จะเบื่อจะคลายออกไป ปล่อยออกไป เราไม่ได้ยึดว่าตัวของเราดีมีแต่ของชั่ว ถึงแม้ใครๆ ว่าตัวดีก็ตาม จิตของเรามันรู้มันเห็นแล้วมันไม่เชื่อมันไม่มีที่ไหนดีเมื่อตายลงไปแล้วก็เป็นอย่างนั้น เมื่อยังไม่ตายมันปกปิดคือหนังตัวนี้มันปกปิด พระพุทธเจ้าครูบาอาจารย์ ท่านจึงสอน เกศา ผม โลมา ขน นขา เล็บ ทันตา ฟัน ตะโจ หนัง นี่แหละตัวนี้แหล่ะมันปกปิดไว้ ท่านจึงให้ทบทวนไปมาอยู่อย่างนั้น ว่านี่ผมนี่มันได้อาหารอะไรหล่ะกินมันเกิดขึ้นมามีแต่ของโสโครกสกปรกอยู่ ขนก็เหมือนกัน เล็บก็เหมือนกัน ฟันก็เหมือนกันหนังก็เหมือนกัน มันอาศัยกันอยู่ บัดนี้จิตของเราทำไมมันชอบ เราบังคับให้มันดู

ท่านเมืองท่านเก็บรูป ท่านนั่งฉันอยู่กับของเน่าๆ ท่านบังคับจิต บัดนี้ เมื่อเขาผ่าใหม่ๆ เลือดยางมี นั่งฉันนั่งดูอยู่เอาจนจิตมันเบื่อ จิตมันปล่อยแต่ก่อนอาตมาเคยไปอยู่ในวัดนั้น ท่านเมืองเป็นศิษย์อาตมา ๆ ไปอยู่ สองสามปี อาตมาก็เลยจากนั้นไป อาจารย์จวนท่านเอากระดูกวัว กระดูกควายแขวนคอเอาอย่างนั้น อันนี้ท่านก็อยู่ได้ท่านอยู่ได้ 30 กว่า พรรษา ใครอยากดูของจริงอยากรู้ของจริงให้ไปดูที่วัดท่านเมือง คือธรรมอันแท้จริง ธรรมชาติที่แท้จริงไม่ใช่เป็นของปลอมแปลง แต่พวกเรามันปลอมหลอกกันลวงกันอยู่อย่างนั้นแหล่ะนั่นของจริงฝึกให้ไปอยู่ป่าช้าคนเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างพวกผี พวกเสือ พวกช้าง ไม่กลัว ลูกพระตถาคต ต้องให้ความกล้าหาญทุกสิ่งทุกอย่างไม่ท้อแท้อ่อนแอ อันนี้ถ้าไม่ฝึกเราก็ไม่มีใครมาฝึกให้เรา ให้มันหายความเกรงกลัว อันนี้ในร่างกายเของเรามันไม่มีอะไรหล่ะ มีแต่ของไม่ดีทั้งนั้นเพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงให้ดูตัวของเรา บัดนี้จิตของเราใจของเราจึงไม่ส่งเสริมให้ตัวของเราลุ่มหลง ไม่ว่าตัวเราดี ไม่ว่าตัวเราสวย ไม่ว่าตัวเรางาม เรามองลงไปเราเห็นไปหมด

บัดนี้ตายไปแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไร จะมีแต่ปลวกจะกินดินจะถมเท่านั้น ถ้าเราทำดี เราก็จะได้ไปเกิดใหม่ ถ้าทำไม่ดีเราก็จะไปจมอยู่ในนรกเสียก่อน มีกรรมของเราจึงได้มาเกิด เป็นสัตว์ หรือเป็นมนุษย์มันไม่ใช่ว่าเราจะเกิดเป็นคน กรรมของเราจึงได้มา เกิดเป็นสัตว์หรือเป็นมนุษย์ มันไม่ใช่ว่าเราจะเกิดมาเป็นคน กรรมของเราได้เคยสร้างไว้อะไรบ้างเราก็ไม่รู้ เรานั่งภาวนาในเวลาไหนให้เราน้อมมาที่เรา ไปดูมาสู่ตัวของเรา ไม่แปลกกันเลยแม้แต่สักนิดเดียว ในตัวของเรากับผู้ที่ตามไปมีรัตนะ (ฟังคำนี้ไม่ชัด) อันเดียวกันหมดทุกสิ่งทุกอย่าง

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้า ท่านจึงให้เราพิจารณากาย ถ้าเราเห็นตัวเรา ๆ ก็ไปดูข้างนอก บัดนี้เมื่อเราเห็นข้างนอกแล้วเราก็มาดูตัวของเรา มันจะต่างกันหรือไม่ อันนี้ไม่มีแตกต่างมันธาตุขันธ์อันเดียวกัน บัดนี้ตัวนั้นมันมีสวยมีงามไหม ไม่มีตัวนี้ก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจิตของเรามันรู้ บัดนี้มันก็ถอยว่าตัวของเรามันไม่มีของดีอยู่ในตัว เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรตัวของเราจึงจะดีขึ้น อันนี้ ให้เรามีสติมีปัญญาถอนตัวของเรา มีความโลภ ความโกรธ ความหลงอันนี้มันเป็นอะไร บัดนี้มีแต่กองเพลิงทั้งนั้น บัดนี้เราอย่านำมาใช้เราอย่าเอาเข้ามาสู่ใจของเราให้ระงับออกไปให้มันหมด บัดนี้ตัวของเราจะเป็นอย่างนั้น หรือไม่ที่ข้างนอกมันแน่นอน บัดนี้จิตของเราใจของเรามันก็ไม่ดีดไม่ดิ้น ไม่โอ้อวดว่าเราดีอย่างนั้นว่าเราชั่วอย่างนี้ไม่มี จิตของเราจึงค่อยสงบ เพราะมันรู้มันเห็นทั้งตัวของเรา ทั้งเราทั้งเขาเสมอกัน เพราะว่าดินน้ำลมไฟอันเดียวกัน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ม้าม หัวใจ ตับ ปอด ไส้น้อย ไส้ใหญ่ อันเดียวกัน อาหารใหม่ อาหารเก่าอันเดียวกัน บัดนี้เราจะไปถือว่าเขาดีกว่าเรา เราโง่กว่าเขาได้อย่างไร มันเสมอกันอยู่นี่ธรรมชาติเขาแสดงออกอยู่ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่มีการโอ้อวดว่าเราดีว่าเราเก่ง เราระงับกิเลสตัณหาไม่ให้มันเกิดขึ้นไม่ให้มันคะนองขึ้น พระพุทธเจ้าหรือครูบาอาจารย์ท่านระงับอย่างนั้น

เมื่อไปเห็นคนนั้นคนนี้เขาว่าคนนั้นคนนี้สวย เมื่อไปดูสภาพคนนั้น กับคนนี้ไม่แตกต่างกันไม่มี บัดนี้ของจริงกับของจริง มันไปเจอกัน แต่มันมีเครื่อง ปกปิดกำบัง เราจึงไม่รู้ว่าคนที่เขาว่าสวยๆนั่นจะไม่เหมือนกับคนที่เราเห็นนี่ต้องแน่นอน เพราะฉะนั้นจิตของเรามันก็รู้ ไม่มีสวยไม่มีการดีในตัวของเรานี้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงค้นหาให้รู้จริงเห็นจริง ว่าความโลภมันเกิดขึ้นจากที่ไหน ท่านก็รู้มันเกิดขึ้นที่ใจ ความชั่วช้าลามกมันอยู่ที่ไหน เราจึงไม่รู้มันก็อยู่ที่ใจอันเดียวกัน เหมือนกับว่าปากกาหรือดินสอตัว (ก) มันก็อยู่กับอันนั้น บัดนี้ตลอดตัวสุดท้ายก็อันเดียวกัน ทำไมเขาจึงเรียกว่าตัว (ก) ทำไมเขาจึงเรียกว่าตัว (ข) ทำไมเขาเรียกว่าตัว (ค) นี้การสมมติ อันนี้ท่านเรียกว่า กิเลสสมมติ ขันธ์สมมติ อวิชชาสมมติ อันนี้ บัดนี้เราก็เลยหลงไปตาม ตัว (ก) ก็อันเดียวกัน ตัว (ข) ก็อันเดียวกันเหมือนกันกับว่าคนเราสวย คนไม่สวยนี่แหละคนเหมือนกันทำไมไม่มีสวย เพราะฉะนั้นเราก็หลงไปตามความเสกสรรปั้นยอของโลก นี่โลกสมมติ ขันธ์สมมติ ให้เรารู้จักตัวของเราทั้งหมดนี้ มีแต่ข้าศึกหลอกลวงเราอยู่นั้นแหละ

นี่เราจึงมายึด ๆ ตัวนี้ว่าเราเป็นของเรา ว่าเป็นของดี ของดีอย่างไรหละ นั้นมันพาตายอยู่ ที่เราไปเห็นนั้น ของดีทำไมจะเป็นอย่างนั้น นั้นมันแสดงของจริง ให้เราเห็นเต็มตาของเราอยู่แล้ว บัดนี้เพราะฉะนั้นจิตของเรา ใจของเรามันยึดมา เพราะฉะนั้นการต่อสู้กับความพากเพียรนี้ ท่านจึงสู้สถานหนักไม่กลัว เพราะท่านรู้ ครูบาอาจารย์ขอให้จิตของเราใจของเราได้ชัยชนะความพ้นทุกข์ให้ก็เป็นพอ นี่แหละพ้นทุกข์ได้ก็พ้นจากตัวนี้แหละ ความยึดมั่นถือมั่นถือมั่นตัวนี้แหละท่านเรียกว่า อวิชชา ตัณหา อุปาทาน มันยึดมันผูกเราไม่ให้เราออกหนีจากมันได้ มันหาเรื่องนั้นมาใส่หาเรื่องนี้มาใส่ เหมือนกันกับว่าเราปรุงอาหารเอาตัวนั้นมาใส่เอาตัวนี้มาใส่ เราก็หลงว่ามันเป็นของเอร็ดอร่อย แต่ที่จริงมันเอาตัวนั้นตัวนี้มาประกอบ อันนี้เราปรุงอาหารก็ให้เราสังเกต คือการปรุงแต่ง อันนี้อาการสังขาร เรื่องอาการของธรรม อันนี้เราอย่าไปโง่ ให้เราฉลาด มันปรุง มันแต่ง มันหา นั้นมาใส่มัน หานี้มาใส่อันนี้แหละ ตัวของเราก็เหมือนกัน มันหาสิ่งนั้นมาปกปิด หาสิ่งนี้มาปกปิดเรา ก็บอกว่าเราสวย แต่ที่จริงเราเองนั้นแหละเราปกปิดตัวของเราเอง

บัดนี้ไม่ให้เรารู้ตัวของเรานี่ ตัวของเรามันเป็นอวิชชา มันเป็นตัณหา มันเป็นอุปาทาน บัดนี้ท่านจึงรู้ตัวของมันแล้วท่านจึงได้ต่อสู้มัน จนรู้แจ้งเห็นจริง อย่างเราเคยดูสดๆ ใครจะว่าดีเท่าไหร่เราก็ไม่เชื่อเขา เรารู้แล้วว่าตาของเราก็เห็น ใจของเราก็รู้ มันจะดีได้อย่างไร เมื่อตายไปแล้ว มันจะไปมีประโยชน์อะไรอย่างนั้นแหละ เอาดองไว้ก็อยู่อย่างนั้นแหละ ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นให้เราค้นคว้าในตัวของเรานี้ อย่าให้มันหลอกลวงเราจิตตัวนี้ใจตัวนี้ ใจตัวนี้มันเป็นอวิชชา บัดนี้เมื่อมันไม่รู้แล้ว ใครจะรู้ให้เรา เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ในใจ มันเกิดขึ้นจากใจ ความหลงก็เกิดขึ้นจากใจ ความรู้ก็อยู่ที่ใจ นี่มันเกิดขึ้นจากนี้แหละ เมื่อความหลงมันดับความรู้มันก็จะเกิดขึ้น เมื่อความไม่รู้ของเรามันยังไม่เกิด เมื่อมันเกิดขึ้นมันก็มีศรัทธามันกล้าหาญมันรู้แล้วใครจะมาโกหก อบรมมันก็ไม่เชื่อมันรู้มันเห็นแล้ว นั้นแหละตัวสัจธรรมมันเกิดขึ้นมันละเอียดมันค่อยเกิดขึ้นให้เรารู้ให้เราเข้าใจ

ธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ว่ามันจะเป็นตัว เป็นตนเดินไปเหมือนกันคนเรา แต่มันก็เดินตามเราอยู่ แต่เรามองมันไม่เห็น เพราะฉะนั้นเรื่องของตัวนี้เรื่องกรรมก็เหมือนกันกรรมดี กรรมชั่ว กรรมที่ไม่ดีแหละมันปกปิดเราไว้กรรมที่ดีมันยังไม่เปิดให้ เพราะกรรมที่ดีมันยังไม่มีอำนาจพอ จะเปิดช่องทางได้ เพราะกรรมชั่วมันปกปิดไว้ สู้มันยังไม่ถึงชนะ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงให้ต่อสู้มัน ให้ชนะมันถ้ามันไม่ตกเวที ก็ให้เราตกเวที เราอย่าไปย่อหย่อนอ่อนกำลัง การนั่งก็เหมือนกัน ถ้าจิตของเราใจของเราไม่สว่างไม่ลุกเป็นอันขาด ตายก็ตายให้เราเชื่อ เอาความเชื่อนี้ฝังไว้ในใจของเรา แน่นอนเหมือนเราไปดูไปเห็น นี่แหละความเชื่อให้เราเอาฝังเข้าไว้ในใจของเรา อย่าได้ท้อถอยอดเป็นอด อดทนตายเป็นตาย เหมือนนักรบอย่าไปกลัวสงคราม ท่านว่าถ้าไปกลัวจะไม่ได้ชัยชนะ ต้องแพ้เขาแน่นอน อันนี้กิเลสกับเรารบกันก็เหมือนกัน ถึงแม้อย่างไรก็ให้เราฆ่ากิเลสให้มันตายก็แล้วไป เราไม่เอาดีเอาชั่วแหละขอให้เราปราบกิเลสสิ่งที่ปกปิดกำบัง ไม่ให้เรารู้ให้เราลุ่มหลงไปตามอยู่นี้ให้ชนะมันเป็นพอ นี้ให้เราตั้งใจจริง ๆ อย่าเป็นคนท้อแท้อ่อนแอเราเกิดมามันทุกข์ ทุกคนแหละ (ฟังไม่ชัด) ที่เกิดมาสู้ทุกข์และ ก็ขอให้เราพ้นจากทุกข์ท่านว่า จิตตัง ธันตัง สุขาวหัง ขอให้เราพ้นทุกข์ก็เป็นพอแล้ว

บัดนี้เราพ้นทุกข์ในชาติปัจจุบันนี้ เราก็รู้จักจิตใจของเรา มันเคยยึด เคยถือ เคยยินดียินร้าย กับสิ่งเหล่านั้น บัดนี้มันหยุดหมดลง เราก็ค่อยรู้ไป บัดนี้เราก็ค่อยได้เป็นหลักของใจของเราอยู่ที่ไหนๆ เราก็สบาย ไม่วุ่นวายดีดดิ้นเหมือนแต่ก่อนไม่ก่อฟืนไม่ก่อไฟก่อเพลิงเผาตัว ท่านว่านี่ชาติหน้าภพหน้าก็เหมือนกันเราไม่ต้องสงสัย แต่วันนี้เราก็ยังสบายอยู่แล้ววันหน้าก็ต้องสบายอย่างนั้นให้เราตั้งใจอันนี้แหละ เราเอาธรรมเข้าสู่ใจของเรา ใจของเราเป็นธรรมมันเป็นอย่างนั้น บัดนี้คนนั้นคนนี้เขาจะตำหนิติโทษเราว่า เราดีหรือไม่ดี ก็ไม่ตื่นเต้นเขาจะว่าเราดีอย่างนั้น บัดนี้ คนนั้นคนนี้เขาจะตำหนิติโทษว่าเราดี หรือไม่ดี ก็ไม่ตื่นเต้น เขาจะว่าเราดีอย่างนั้นอย่างนี้เราก็ไม่ตื่นเต้น มันเสมออยู่อย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นท่านจึงเปรียบเทียบ เหมือนกันว่าแผ่นดินกับน้ำท่านเปรียบเทียบไว้ น้ำ มันเป็นอย่างไร มันเย็นถ้าตักไปกินก็เย็น คนไปอาบก็เย็น มันไม่เลือกชาติ ชั้นวรรณะ คือสัตว์มันไปเล่น บัดนี้เขาก็ไม่มีความโกรธเขาก็ไม่มีความโลภดินก็เหมือนกันเขาจะไปเยียวไปถ่ายอย่างไรเขาก็เฉยๆ อยู่อันนี้ธาตุตัวนี้ก็เหมือนกันมันมาจากนั้น ดิน น้ำ ลม ไฟ ผม ขน เล็บ นี่มันเป็นดินบัดนี้เราไปหาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาเพิ่มเติมเข้าให้มันมีความโกรธ มีความโลภ มีความหลงขึ้นตัวของเราไม่รู้ เราไปหยิบสิ่งนั้นมา หยิบสิ่งนี้มา ๆ ทับถมตัวเข้าบัดนี้เราก็เกิดความรุ่มร้อน เกิดเป็นทุกข์นั้นต่อกันนี่คือความอยากตัวนี้มันทำให้เราลุ่มหลงทำให้เรามัวเมา

บัดนี้เมื่อเวลาเรามัวเมาเข้าไปแล้ว ตัวของเราก็เศร้าหมองเข้าไป บัดนี้เทวดาเขาก็ไม่ยินดี ผู้คนเขาก็ไม่ยินดี เขาเบื่อไปที่ไหนไม่มีสรณะไม่มีที่พึ่งไม่มีพรรคมีพวก ไม่มีผู้ค้ำจุนอุดหนุน นี่ท่านเรียกว่าเกิดมาตายเปล่า ไม่มีคุณค่าแก่ตัว เกิดมาสู้ทุกข์จริงๆนั้นท่านเรียกว่าทุกข์ ขันธ์นี่เป็นของจริงเพราะฉะนั้นธาตุทุกข์ ขันธ์มีตัวสัจธรรมมีนี่ของจริงทุกข์อยู่ อย่างนั้นแหละไม่มีสุขแม้แต่นิดเดียว มันไม่ทุกข์อยู่ที่อื่น มันก็ทุกข์อยู่ที่ใจร้อนอยู่อย่างนั้นใจไม่มีการพักผ่อนหย่อนตัว นอนก็ไม่หลับ สิ่งเหล่านั้นที่เราเคยได้ก็ไม่ได้ เคยมีก็ไม่มี พอจะมีก็ไม่มี พอจะได้ก็ไม่ได้ อันนั้นแหละเพราะผลกรรมมันไม่ให้เราดีได้ตัวนี้ เพราะเราทำมาแต่ทางไม่ดีให้เราสังเกตและดูตัวของเราอยู่ตัวมันปรุงแต่ง เพราะฉะนั้นท่านว่าธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ ใจเป็นหัวหน้า สำเร็จด้วยใจ ถ้าใจของเราสะดวกสบายอยู่ที่ไหนก็สะดวกสบาย เพราะใจตัวนี้แหละสำคัญมากทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ใจ คนโลภ คนโกรธ คนหลง ก็อยู่ที่ใจนี่แหละ พาโลภ พาโกรธ พาหลง คนเฉลียวฉลาด เป็นนักปราชญ์อาจารย์ก็ใจนี่แหละ นี่ให้เราเข้าใจๆ ใจมันก็มีอยู่ทุกคน เพราะฉะนั้นเราได้ของดีมา ครองเป็นเจ้าของและรักษาไว้ให้ดี อย่าให้มันรอดมือของเราไปได้ กำไว้ให้แน่น เมื่อเราจะพูด จะทำ จะคิด อันนี้มันสำคัญอันนี้ เราต้องมีสติเป็นเครื่องคุ้มครอง ถ้าเราจะพูดเราคิดเสียก่อน ถ้าพูดไปมันจะมีประโยชน์ หรือมันจะให้โทษ อันนี้เราจึงพูดไป ถ้ามันเป็นประโยชน์เราพูดไปก็เป็นประโยชน์แก่ตัวเรา

ท่านจึงว่าพูดดี ทำดี พูดจริงทำจริง บัดนี้เราสร้างตัวของเราให้เป็นคนจริง ให้เป็นคนดี เราก็ต้องสร้างอย่างนั้นตลอด หน้าที่การงานทุกสิ่งทุกอย่างกิริยามารยาทเราประคับประคองไว้ให้ดี ตัวนี้อย่าให้มันทำลายเรา ถ้าเราไม่รู้จักตัวนี้แหละ มันทำลายเรา ให้เราเป็นบาปเป็นกรรมให้เราเป็นคนโง่ เกิดมาก็เป็นคนโง่ เพราะธรรมอยู่กับตัวของเราทำไมให้ความชั่วมันรั่วไหลเข้ามา ชักดึงเราไปในทางที่ไม่ดี ความชั่วมันคอยทำลายเราอยู่ ความดีมันก็คอยส่งเสริมเราอยู่แต่เราจะหนักไปข้างไหน จะข้างดีหรือข้างชั่วคอยดู ถ้าเราหนักไปในทางดีมันก็หาแต่สิ่งดีมาให้เรา เพราะฉะนั้นท่านจึงว่าธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองโลก คุ้มครองเรา ท่านว่าคุ้มครองอย่างนั้นแหละ ถ้าเราไม่คุ้มครองเรา ถ้าเราไม่สร้างตัวของเราให้เป็นธรรมแล้ว ใครจะเป็นคนสร้างให้เรา ใครจะเป็นธรรมให้เราถ้าเราไม่เป็นธรรม

เพราะฉะนั้นเมื่ออยู่ที่อื่น เมื่อเราจะได้ความดีจากตัวนี้มา เมื่อเราไม่สร้างเอา มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ เหมือนที่เขาตายให้เราเห็นไม่มีประโยชน์ในตัวนี้มีแต่สิ่งโสโครก สกปรกทั้งหมดเสมอกันหมด ทั้งสัตว์ทั้งคน เราอย่าว่าคนนั้นดีคนนี้ดี…….(ฟังไม่ชัด) ที่ดีนี่หละ ท่านว่าสิ่งที่ไม่ดีว่าดี มันผิดเป็นถูก เพราะฉะนั้นท่านจึงให้มีสติระงับความดีความชั่วหรือพิจารณาความดี ความชั่ว เมื่อเวลาเราจะทำมันไม่อยู่ที่อื่น มันอยู่ที่ใจของเรานี้แหละ เหมือนกันกับว่าตัว (ก) ตัว (ข) มันอยู่กับปากกาอยู่กับดินสอ ตัว (ก) ก็ออกมาจากตัว (ข) ก็ออกมาจากนั้นตลอดตัวสุดท้ายมันไม่ออกมาจากที่อื่นมันออกมาจากใจ อันนี้ก็เหมือนกันความดีความชั่วนี้ความเฉลียวฉลาดก็เหมือนกัน แต่เราให้รู้จักกลมายาของความชั่วอยู่ มันเก่งตัวนี้มันเคยหลอกลวงเรามาจักกี่ภพ กี่ชาติมาเป็นหลายร้อยชาติ เกิดมาตายเล่นเฉยๆไม่มีคุณค่าราคาอะไรนี่เราคนหนึ่งคนใด ไม่ใช่ว่าเราจะมีแต่ชาติปัจจุบันเดียวนี้นะ เราผ่านมาสักกี่ภพกี่ชาติแต่เราไม่รู้ ทุกข์มาเกิดมาตายมาตายมาๆ อยู่อย่างนั้นแหละ ไม่รู้ว่าจิตของเราไม่รู้ไม่เห็นเราไม่รู้หลอกจิตของเรา ถ้าเราภาวนาไปจิตของเราสว่าง จิตของเราเป็นสมาธิ จิตของเราเป็นสมาธิ จิตของเราจะพาเราไปดูชาติเก่าของเราที่เราเกิด เราตาย มาที่ไหนๆ มันก็เกิดก็ตายอยู่อย่างนั้นแหละไปที่ไหนๆ ก็ โอย ขนาดว่าจะน้อยมากเท่าใด

หลวงปู่ขาวท่านว่าผมเห็นอยู่ปีหนึ่งเป็นอย่างนี้แหละ กลางวันก็เห็น กลางคืนก็รู้ท่านว่า ผมเป็นอยู่สามปีอันนี้ จะเกิดเป็นมนุษย์ หรือเกิดเป็นสัตว์อันนี้ไม่รู้ แต่ไปเห็นชาติเก่าทั้งหมดอันนี้ ท่านอาจารย์มหาบัวก็ไม่บอก มีแต่บอกว่าให้ไปภาวนาไปๆ ให้เรารู้เองเห็นเองจิตของเรามันจึงจะเชื่อเรานี่ใจคนอื่นบอกไม่ได้ตัวนี้มันเจ้าของเองเป็นผู้เกิดผู้ตายๆอยู่ที่ไหนเจ้าของเองก็รู้จะให้คนอื่นไปชี้บอก คนอื่นไม่ได้ไปตายกับเรา หลวงปู่ขาวท่านว่าจะบอกอย่างไร อ่ะ มันเป็นแบบนี้อาตมาก็เลยจำไว้ ทุกคนแหละ พวกของจิตของเราผู้รู้ๆ นี่มันตายไม่เป็น ท่านจึงเรียกว่าตัวพุทโธ พุทโธคือผู้รู้ นั้นแหละตัวธรรมคือ อันที่รอบรู้ในกองสังขาร

บัดนี้ทุกคนแหละเมื่อท่านรู้แล้ว ท่านก็ปล่อยวางไม่เอาเพราะความชั่วนี่มันทำลายเรา มันเป็นเครื่องปกปิด เป็นเครื่องทำลาย เป็นยาพิษเป็นสารพัดท่านเปรียบเทียบไว้ เพราะฉะนั้น ทำไม่เรายังไม่เบื่อ ทำไมเรายังไม่หน่ายนี่มันทำลายเราทุกขุมขนนี่ให้พากันค้นมัน ไม่อยู่ที่อื่น มันอยู่ในตัวของเรานี่แหละ ตัวของเรานี่แหละปกปิดเรา อย่าไปเชื่อดี อย่าไปเชื่อชั่ว เขาว่าดีก็อย่าไปเชื่อเขาว่าชั่วก็อย่าไปเชื่อเขา ทำเอาพูดเอาท่านว่าให้เชื่อความจริง เมื่อเราเห็นเป็นความจริงเหมือนเราไปดูอันนั้นว่า เมื่อเราเกิดมาตายแน่ๆ อันนั้นเหมือนกันกับว่าเราไปดู ไปเห็นนั้นแหละ ตายแล้วไม่มีประโยชน์อะไร แน่นอนอย่างนั้นแหละ บัดนี้ในตัวของเรามันจะดีอะไรบ้าง นั้นเขาแสดงธรรมชาติให้เห็น มันไม่มีสิ่งดีมีแต่ของโสโครกสกปรกทั้งหมด บัดนี้ถ้าเขาว่าคนนั้นดี คนนี้ไม่ดี เราอย่าไปเชื่ออย่าไปยึดเอามาคิด อย่าไปยึดเอามาปรุง เมื่อหูเราได้ยินเราก็ผ่านไป เราอย่านำมาคิดว่าดีอย่างนั้น ว่าชั่วอย่างนั้น อย่าไปก่อขึ้นตัวนี้แหละมันตัวเป็น สังขารตัวมันก่อขึ้นมันปรุงแต่ง บัดนี้ถ้าเขาหูได้ยินเค้าก็ว่าดี ตัวของเราก็คิดอยากดีมาปรุงมาแต่งขึ้น คิดอยากรู้อยากเห็น มันปรุงแต่งขึ้นไป มันเป็นกิ่งเป็นสาขาออกไปเหมือนกับต้นไม้ มันปรุงแต่งบัดนี้เราจะไปตามมันทันได้อย่างไรนี่มันเยอะตัวนี้

เพราะฉะนั้นเมื่อเรารู้จักต้นปลายสาเหตุของมันแล้ว ไส้พุงของมันแล้ว ทำลายตัวนั้นเหมือนกันกับว่าเราทำลายต้นไม้ จะให้มันตายนี่เราถอนต้นมันขึ้นจากพื้นดิน รากอะไรของมันขาดจากดินไปหมดกิ่งก้านสาขาไม่สำคัญ ตายไปหมดตัวนี้ก็เหมือนกัน ใจนี่แหละเราอย่าไปเอาที่อื่นตัดใจของเราๆ อย่าไปเชื่อใจบัดนี้เขาว่าดีก็เฉยๆ อยู่ หูเรา ได้ยินอยู่ตาเราเห็นอยู่ก็เฉยๆ ทุกสิ่งทุกอย่างให้เรามองดูใจของเราอยู่ตลอด นี่ท่านเรียกว่าเป็นผู้ฝึก ผู้แอบตัวของตัวให้มองดูตัว อย่าไปมองดูที่อื่น มองดูใจ พอตื่นปรับขึ้นมาอันนี้ให้มีสติ ให้มีปัญญามองดูใจ แพลบ ดูมันจะคิดไปเป็นอย่างไรบ้างอันนี้มันหาเรื่องมาหลอกลวงเรา หาเรื่องมาปรุงมาแต่งในใจเรา ให้เรารื่นเริงเพลิดเพลินลุ่มหลงไปตามเขาอยู่อย่างนั้นแหละ เพราะอวิชชามันอยู่ที่นั่นอวิชชามันอาศัยใจอยู่ อวิชชามันอาศัยใจเป็นบ้านเรือน อันนี้ให้เราเข้าใจ (ฟังไม่ชัด) เห็นทุกข์แล้วหรือยังในตัวของเรามีแต่ทุกข์ นี่เราเกิดมาทุกคนแหละ เวลาไหนเราจะปล่อยจะปลงก็ให้ถามตัวของเราด้วยให้มีสติ ประคับประคองอยู่ ความเจ็บความปวดมีแต่ทุกข์ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น (ฟังไม่ชัด) ขันธ์ทั้งห้านี้เป็นภาระหนักแบบไม่มีการท้อถอยไม่ได้กินก็ไม่ได้ ได้กินก็ไม่ได้อยู่อย่างนั้นแหละ กินแล้วก็อยากอีกอิ่มแล้วก็อยากอีกอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่มีความสุข

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าว่าให้เราปล่อยเราวาง เราอย่าไปยึด ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเราอันนี้มีแต่ทุกข์ อันนี้ให้เรารู้ให้เราเห็นสติของเราอยู่ อย่าเอาความทุกข์มาอยู่ในหัวใจของเรา ให้เอาความสุข สุขกาย สุขใจ สบาย บัดนี้ เวลาไหนเราจะทำให้สุขมันเกิดขึ้นเวลาไหนเราจะปล่อยทุกข์ออกจากตัวของเรา อันนี้ต้องถามตัวของเราอยู่ตลอดเวลา ทุก อิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน ต้องถาม ถ้าไม่อย่างนั้นเราจะไม่เป็นผู้ครองธรรม เป็นผู้ครองเรา ให้กิเลศ ให้ความทุกข์มัน (ฟังไม่ชัด) เราแล้วก็หาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาใส่ ไม่ได้กินก็เป็นทุกข์ ได้กินก็เป็นทุกข์อย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นท่านว่าพะราหาเวปัญจขันธา ขันธ์ทั้งห้านี่เป็นภาระอันหนัก ขันธ์ทั้งห้า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี่แหละมันพาให้เราเป็นทุกข์ ให้เอาทิ้งอย่าเอากลับไปด้วย อย่าให้มันติดตัวเรากลับไป เอาทิ้งเข้าป่าเลย ทิ้งไม่เป็นถอนไม่เป็นมันก็เป็นทุกข์อยู่อย่างนั้นแหละ ไปยึดไปถือไว้ ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา ท่านบอกแล้วอันนี้ เป็นธรรมอันที่แท้จริง ไม่ใช่เป็นสิ่งหลอกลวงหรือโกหกเรา แต่ท่านจะให้จิตของเรามันรู้เอง จิตของเรามันไม่รู้ มันไปยึดเอาของปลอมเป็นของจริง มันไปยึดกองทุกข์เป็นความสุข

เพราะฉะนั้นแหละให้เราเปลี่ยนๆ ความยึดของเราๆ อย่าไปยึดเราอย่าไปเอา ปล่อยมันออกไป นั่งภาวนาที่กรุงเทพ ก็เหมือนกันนั่งตลอดคืนอย่าไปนอนสู้มัน ลูกพระตถาคต อย่าไปน้อยใจ พ่อเราไม่เคยน้อยใจ ท้อแท้ อ่อนแออะไรเลย มีแต่เข้มแข็งทั้งนั้น บัดนี้ตัวของเราๆจะปล่อยให้ตัวของเราจมอยู่ในหลุมคูต หลุมมูตรอันนี้ที่เราไปดูนี่ตัวนี้แหละคือ หลุมคูต หลุมมูตร ตัวสกปรกนี้ไม่มีของดี เพราะฉะนั้นเราให้มันได้ของดีมาครอบครองในหัวใจของเราคือทำดี คิดดีตัวนี้คิดดีคิดถูกนั่นแหละของดี บัดนี้คิดขึ้นมาก็ดีบัดนี้เมื่อเรารู้เราเห็นเราปล่อยออกทางวาจาของเราก็ดี ปล่อยทางกริยาก็ดีๆไปทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะฉะนั้นท่านว่า ดีใดไม่มีโทษ ดีนั้นชื่อว่าดีเลิศ ได้สมบัติทั้งปวงไม่ประเสริฐเท่าได้ตน นั้นแหละตัวของเราประเสริฐ มันประเสริฐอย่างนั้นแหละ เพราะตัวตนเป็นบ่อเกิดแห่งสมบัติทั้งปวง เราอย่าไปยึดสิ่งที่ไม่ดีเราอย่าถือว่าตัวของเราดี ให้เรารู้ให้เราเห็น อยู่ตลอดเวลา จิตของเราใจของเรา ก็ค่อยอ่อนลง สงบลง บัดนี้มันไม่ดีดดิ้นไม่โอ้อวดอย่างนั้นอย่างนี้เลยเงียบงอม อยู่อย่างนั้นแหละ เราก็ว่าไปเจ็บนั้นเจ็บนี้ แล้วก็ไปหาหมอ แต่สัตว์อยู่ป่าเขามีโรงพยาบาลไหม อันนี้เขามีมีแต่ดงแต่ป่า นี่ตัวของเรานี่คนแท้ๆ นี่ทำไมจึงไปอ่อนแออย่างนั้นๆ แหละสัจของจริงท่านเอาตัวนั้นแหละเป็นบรมครูท่าน

พระพุทธเจ้าท่านจึงได้เข้าดงเข้าป่านี้ ให้เราจำไว้ๆ นะ เมื่อปวดนั้นปวดนี้นะอย่าไปหาหมอ อย่าไปเอาจมูกคนอื่นหายใจ เรามาตายแน่ๆ ถ้าเราไม่หายก็ให้มันตายเถอะ เราไม่ต้องไปร้องเรียกมันมาตัวนี้ มันก็เห็นเอง รู้เอง ถ้าเราไม่รู้จักปล่อยไม่รู้จักวางเราก็โง่อยู่แบกกองทุกข์อยู่อย่างนั้นแหละแบกความเจ็บความปวดอยู่อย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงแฝงหมดทุกสิ่งทุกอย่างทั้งภายนอกและภายใน ภายในของท่านคือสติปัญญา ภายนอกตลอดสิ่งที่เข้ามาก่อกวนยุ่งเหยิงจิตใจท่าน ระมัดระวังหมดการวาระนี่คือการตั้งสติไม่มีการพลั้งเผลอ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียงมีแต่ปล่อยอันนี้ จิตของเรามันมองดูใจ มองดูสิ่งเขาปรุงแต่ง นี่ท่านเรียกว่าการระมัดระวังรักษาตัว ต้องรักษาอย่างนี้ถ้าไม่มีสติไม่มีปัญญารักษาตัวละก็ ปล่อยให้ข้าศึกเข้ามาก่อกวนเดี๋ยวก็ปรุงอย่างนั้น ปรุงอย่างนี้ดี อย่างนั้นชั่วอย่างนี้ หาเรื่องก่อกวนตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเรามองเข้าไปในตัวของเรามีแต่กองทุกข์ นั่งอยู่นอน อยู่ก็ทุกข์ได้กินก็ทุกข์ ไม่ได้กินก็ทุกข์มีก็ทุกข์ ไม่มีก็ทุกข์ ไม่มีความสุข

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านว่า เราแบกกองทุกข์ อยู่ตลอดเวลา บัดนี้วันไหนเวลาไหนนาทีไหน เราจึงจะคิดจะปล่อยจะปลงอันนี้ท่านขยับพวกเรา ปลงออกให้มันหมดนะ บัดนี้ให้เราใช้แต่ของดีๆ เวลากลับกรุงเทพ อย่าเอาความ โลภ ความหลง ความท้อแท้อ่อนแอไป นั้นมันเป็นของไม่ดี อย่าให้มันติดตัวของเรา ไม่มีสิ่งดีสักอย่างบัดนี้ ขี้เหงื่อ ขี้ไคลอะไรเต็มตัวบัดนี้มองเข้าไปข้างในนี้มีแต่ของโสโครก สกปรกเหมือนเราไปดู นั้นดีอะไรอย่างนั้น ไม่มีใครว่าดี บัดนี้เราทำไมยังจะปล่อยไม่ได้ อันนั้นเอาอันนั้นเทียบเคียงจิตของเรา มันก็ค่อยปล่อยออกมันไม่ยึดเจ็บก็อดต่อสู้ ยกให้เค้าไปนี่ เราอย่าไปหวงเอาอะไรกับ ดิน น้ำ ลม ไฟ มันมีแต่ไหนแต่ไรมา มันไม่ได้หายสูญไปที่ไหน บัดนี้เราจะมายึดเอาอะไรอยู่ที่นี่บัดนี้ ไม่มี เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงทำจิตของท่านให้บริสุทธิ์ ไม่ให้มีเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ในจิตใจ ไม่มีการอยาก ไม่มีการเอา ไม่มีสิ่งนั้นของเราสิ่งนี้ของเรา ไม่มี นั้นแหละ สมมุติ ขันธ์สมมติเขายึด…(เทปหมด)

ธรรมะจากหลวงปู่สอ
– พระธรรมเทศนา 17 พฤศจิกายน 2546 [15 มิถุนายน 2552 19:04 น.] – เทศน์ เมื่อ 5-12 กันยายน 2546 [15 มิถุนายน 2552 19:04 น.] – พระธรรมเทศนาเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2546 [15 มิถุนายน 2552 19:04 น.] – ธรรมะจากหลวงปู่สอ [15 มิถุนายน 2552 19:04 น.] ดูทั้งหมด

Theme: Overlay by Kaira